บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงและโอกาสใหม่ ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคต เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและพฤติกรรมมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการเกิดโรคระบาดใหม่ เป็นต้น ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบภายในองค์กร พร้อมทั้งพิจารณาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกองค์กรที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อระบุแนวโน้มความเสี่ยงและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อองค์กร ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที และขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เป้าหมายการดำเนินงาน

การบริหารความเสี่ยงขององค์กร
มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล สอดคล้องกับ
เป้าหมายทางธุรกิจและกลยุทธ์องค์กรระยะยาว
ติดตามและบริหารความเสี่ยง
เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้และเหมาะสม

แนวทางการดำเนินงานบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน

บริษัทฯ มีแนวทางการดำเนินงานการบริหารจัดการความเสี่ยงและการควบคุมภายในอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ได้แก่ COSO (The Committee of Sponsoring Organization of the Treadway Commission) ปี 2017 และ มาตรฐาน ISO 31000

บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมธุรกิจจากปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยพิจารณาความเสี่ยงถึงครอบคลุมทั้งความเสี่ยงระดับองค์กร (Corporate Risk) ความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ (Operational Risk) และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) โดยบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า ตลอดจนจัดทำมาตรการป้องกันผลกระทบต่าง ๆ เพื่อใช้ในการควบคุมระดับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk)

ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EV)

การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลในปัจจุบันมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับแนวโน้มการใช้พลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เข้ามาทดแทนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยที่มีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่สูงขึ้นโดยภาครัฐ ผ่านการส่งเสริมมาตรการขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยเร่งให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยภายใน 5 ปี และเป็นฐานการผลิตยานยนต์รถไฟฟ้าร้อยละ 100 ในปี 2578 ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้าดังกล่าว แปรผกผันกับการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ลดลงในอนาคต ทำให้บริษัทฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจในกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพจะต้องมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแตกต่างทางธุรกิจเพิ่มขึ้น

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

จากมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net- Zero Emissions) ภายในปี 2593 ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซล) ดังนี้

  • ความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ของบริษัทฯ ที่ลดลง
  • ขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ลดลง โดยบริษัทฯ ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
  • ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย ที่เป็นผลมาจากผลประกอบการณ์ของบริษัทฯ ที่อาจจะแปรเปลี่ยนไป
มาตรการจัดการความเสี่ยง

บริษัทฯ ดำเนินการลดผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวสำหรับความเสี่ยง ดังนี้

  • ร่วมมือกับที่ปรึกษา และพันธมิตรทางธุรกิจ ศึกษาและพัฒนาตลาดภายในประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต รวมถึงแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลงทุนโครงการสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพแบบก้าวหน้า (Advance Biofuel) และพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เอทานอลให้มีมูลค่าสูงขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกชีวภาพ
  • ศึกษาร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ และเจ้าของเทคโนโลยีการผลิต (Technology Licensor) เพื่อเป็นการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ที่ใช้วัตถุดิบจากผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ (Biochemicals)
  • ศึกษาการเพิ่มมูลค่า และต่อยอดธุรกิจจากผลิตภัณฑ์โอลีโอเคมี ไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้านและของใช้ส่วนตัว (Home and Personal Care: HPC)

บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการจัดให้มีระบบการควบคุมภายในตามมาตรฐานสากลของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission (COSO) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายในด้านการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความถูกต้องครบถ้วนของรายงาน และการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ อันจะช่วยสนับสนุนให้การทำงานของบริษัทฯ มีความถูกต้อง โปร่งใส บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ และตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่มีความคาดหวังให้องค์กรดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแลกิจการ การบริหารจัดการความเสี่ยง และการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องตามกฎหมาย (Governance, Risk Management and Compliance : GRC) เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน และเป็นไปตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญ

โดยบริษัทฯกำหนดให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลและติดตามระบบการควบคุมภายในให้มีประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ รายงานที่จัดทำขึ้นมีความถูกต้อง เชื่อถือได้ และการดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง สามารถป้องกันทรัพย์สินของบริษัทฯ จากการนำไปใช้โดยมิชอบของบุคคลผู้มีอำนาจและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทำธุรกรรมกับบุคคลที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์และบุคคลที่เกี่ยวโยงกันอย่างเพียงพอ รวมทั้งหน่วยงานตรวจสอบภายในได้สอบทานระบบการควบคุมภายในของบริษัทฯ ตามแผนงานตรวจสอบตามฐานความเสี่ยง

นอกจากนี้ เพื่อให้การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในมีความสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของ ก.ล.ต. และแนวปฏิบัติที่ดีของกลุ่มบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมภายในตามมาตรฐานสากล เพื่อส่งเสริมให้บริษัทฯ บรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายในทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการปฏิบัติงาน (Operation) ด้านการรายงาน (Reporting) และด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ (Compliance) คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ได้สนับสนุนและข้อเสนอแนะโครงการการพัฒนากระบวนการประเมินความเสี่ยงและการควบคุมภายในด้วยตนเอง (Risk and Control Self Assessment – “RCSA”) เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมภายใน และการสร้างความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานในการดำเนินกิจกรรม โดยสามารถประเมินจุดสำคัญของกระบวนการควบคุมภายในและประเมินความเสี่ยงกระบวนการทำงานของตนเองได้ ให้การควบคุมภายใน โดยได้มีการดำเนินการดังนี้

โครงการการประเมินความเสี่่ยงและการควบคุุมภายในด้วยตนเอง

Risk and Control Self-Assessment (RCSA) Project

บริษัทฯ จัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ในการดำเนินโครงการพัฒนาระบบการควบคุมภายในระดับการปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี และทิศทงการดำเนินงานของบริษัทฯ ผ่านการส่งเสริมการสอบทานโดยผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมบทบาทความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฯ