การบริหารและสร้างความสัมพันธ์อันดีตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ความท้าทายและความมุ่งมั่น
บริษัทฯ มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะมีบทบาทเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนและผู้มีส่วนร่วมที่รับผิดชอบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโอลิโอเคมีภัณฑ์ (Oleochemical Industry) ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งส่งเสริมแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลกิจการ ความโปร่งใส และความซื่อสัตย์สุจริตภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ผู้มีส่วนได้เสียหลัก
ลูกค้า
คู่ค้า และคู่ค้าทางธุรกิจ
สำหรับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียเพิ่มเติม: Stakeholder Engagement
เป้าหมายการดำเนินงาน
เพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ (Customer Retention) ผ่านการพัฒนาความพึงพอใจของลูกค้าในระยะยาว
ผลการดำเนินการที่สำคัญปี 2568
แนวทางการบริหารจัดการ
เพื่อสนับสนุนการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน บริษัทฯ ดำเนินการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ โดยเลือกสรรสินค้า วัตถุดิบ และบริการจากแหล่งที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านแผนการดำเนินงานเชิงกลยุทธ์ (Decarbonization Pathway) ที่เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เคมีที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก (Portfolio-Driven) ซึ่งบริษัทฯ ได้แบ่งคู่ค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- คู่ค้ากลุ่มจัดหาวัตถุดิบ
- คู่ค้ากลุ่มจัดหาสินค้า
- คู่ค้ากลุ่มบริการอื่น ๆ
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management Process)
|
|
บริหารจัดการความสัมพันธ์ และสื่อสารคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ (Business Code of Conduct Handbook) ไปยังคู่ค้าของบริษัทฯ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของพนักงานฝ่ายจัดหา ผ่านการจัดอบรมต่างๆ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างสอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ |
|
|
ประเมินคู่ค้าเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมการตรวจประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าที่สำคัญ ด้าน ESG (ESG Risk Screening) การคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้า (Supplier Selection and Registration Process) และการบริหารความเสี่ยงของคู่ค้า (Supplier ESG Risk Management) เพื่อระบุความสำคัญของคู่ค้า (Supplier Identification) |
|
|
ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้า (Supplier Promote and Support on Capacity Development) ผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนัก รวมทั้งพัฒนาการดำเนินธุรกิจของคู่ค้าให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น |
จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิต จัดหาสินค้า วัตถุดิบ และการบริการ
เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาลตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน บริษัทฯ กำหนดแนวทางให้คู่ค้ายึดหลักการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบและสอดคล้องกับนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Corporate Governance and Sustainable Development Committee) ทำหน้าที่ทบทวนและปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านจรรยาบรรณสำหรับผู้ผลิต ผู้จัดหา และผู้ให้บริการ (Board of directors oversight of implementation of supplier ESG program) ให้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินการตรวจสอบกระบวนการทำงานของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงประเด็นด้านความยังยืน (ESG) และการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความไว้วางใจในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน
บริษัทฯ ได้กำหนดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนแนวทาง ESG ในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะการจัดหาวัตถุดิบ อาทิ ปาล์มน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่น ๆ โดยการจัดซื้ออย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ประกอบไปด้วย 4 ด้าน ได้แก่
|
|
นโยบายการจัดหาวัตถุดิบ
|
|
|
คุณสมบัติของคู่ค้า
|
|
|
การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการขนส่ง
|
|
|
การจัดหาวัตถุดิบ RSPO
|
ในปี 2568 คู่ค้าที่สำคัญของบริษัทฯ จำนวน 109 ราย ประกอบด้วยคู่ค้าน้ำมันปาล์ม อนุพันธ์ของน้ำมันปาล์ม และเมทานอล ซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 100 ของคู่ค้าที่สำคัญทั้งหมดของบริษัทฯ รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับจรรยาบรรณธุรกิจ (Business Code of Conduct Handbook) ซึ่งประกอบไปด้วยแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า ภายใต้หัวข้อจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิต จัดหาสินค้า วัตถุดิบ และการบริการ (Supplier Code of Conduct)
สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิต จัดหาสินค้า วัตถุดิบ และการบริการ (Supplier Code of Conduct) ได้ที่ คู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี และจรรยาบรรณธุรกิจ
การอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของพนักงานฝ่ายจัดหา
บริษัทฯ ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของพนักงานฝ่ายจัดหา ผ่านการจัดอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ พร้อมทั้งสนับสนุนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานด้านการจัดซื้อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โครงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน
โครงการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี เพื่อเสริมสร้างความรู้ให้แก่พนักงานฝ่ายจัดหาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และอาชีวอนามัย ในเรื่องแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงความยั่งยืนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) รวมถึงมีการทบทวนกระบวนการจัดหาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนขององค์กร
ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- พนักงานมีความเข้าใจในหลักการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน และสามารถประยุกต์ใช้ในกระบวนการจัดหาได้อย่างเหมาะสม
- กระบวนการจัดหาขององค์กรมีความสอดคล้องกับแนวทางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ
- สนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในระยะยาว
โครงการฝึกอบรม EUDR CBAM และภาษีคาร์บอน
โครงการฝึกอบรมเชิงวิชาการ เรื่อง EUDR, CBAM และภาษีคาร์บอน จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการรองรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้ อันประกอบด้วยข้อกำหนดและมาตรการที่มีผลกระทบต่อกระบวนการผลิต การส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน โดยบริษัทฯ ได้มีการส่งพนักงานจากหน่วยงานจัดซื้อ หน่วยงานการจัดการด้านความยั่งยืน และหน่วยงานกลยุทธ์องค์กร เป็นต้น
โดยรายละเอียดการอบรมมีรายละเอียดต่อไปนี้
- กฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า กฎระเบียบฉบับนี้กำหนดให้สินค้าที่จะส่งออกหรือนำเข้าสู่สหภาพยุโรป ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศผู้ผลิต กฎระเบียบดังกล่าวครอบคลุมสินค้า 7 ประเภท ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน, ไม้, ยางพารา, ถั่วเหลือง, กาแฟ, โกโก้ และวัวโดยและ มีข้อกำหนดหลัก 3 ประการ ดังนี้:
- สินค้าและผลิตภัณฑ์ต้องมีแหล่งที่มาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่าหรือการทำให้ป่าเสื่อมโทรม
- กระบวนการผลิตต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิตอย่างถูกต้องครบถ้วน
- ต้องมีเอกสารแสดงการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานะของสินค้า (Due Diligence Statement)
- กลไกการปรับคาร์บอนก่อนเข้าสหภาพยุโรป เป็นมาตรการ CBAM มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) จากการนำเข้าสินค้า โดยในระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างปี พ.ศ. 2569–2575 ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้า 6 หมวดหมู่ไปยังสหภาพยุโรป จะต้องดำเนินการดังนี้:
- จัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emissions) ของสินค้า โดยต้องผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม
- สิทธิการปล่อยก๊าซแบบไม่มีค่าใช้จ่าย (Free Allocation) ภายใต้ EU ETS จะถูกทยอยยกเลิก
- ในกรณีที่มีการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าที่กำหนด จะมีบทลงโทษเป็นค่าปรับในอัตรา 100 ยูโรต่อการปล่อยก๊าซส่วนเกินทุก 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)
- ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ภายในช่วงปี พ.ศ. 2569–2570 ซึ่งจะเป็นกฎหมายแม่บทในการจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้:
- การจัดเก็บภาษีคาร์บอน โดยใช้อัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 200 บาทต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- การจัดทำบัญชีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory) ภาคเอกชนจะต้องจัดเก็บข้อมูล ประเมิน และรายงานต่อหน่วยงานของรัฐอย่างต่อเนื่อง
- มีการจัดตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งในด้านการตรวจวัด การวิจัย และการพัฒนาโครงการต่าง ๆ เช่น การปลูกป่า การขึ้นทะเบียน T-VER และการรับรองคาร์บอนเครดิต เป็นต้น
- การจัดเก็บภาษีคาร์บอนจะพิจารณาจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า (Life Cycle Assessment: LCA) โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะกำหนดไว้ในกฎกระทรวงภายหลังที่พระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้
ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- พนักงานทั่วไปและพนักงานฝ่ายจัดซื้อเข้าร่วมจำนวน 30 คน
- พนักงานมีความเข้าใจในข้อกำหนดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น และสามารถเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง
- สนับสนุนการสื่อสารและการทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าในประเด็นด้านความยั่งยืน
การตรวจประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการหรือ ESG ของคู่ค้า
บริษัทฯ กำหนดกระบวนการคัดเลือกคู่ค้าด้วยการประเมินความเสี่ยงจากหลากหลายมิติ โดยครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental, Social, and Governance: ESG) เช่น การเคารพสิทธิมนุษยชน การปฏิบัติต่อแรงงาน การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม และการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม รวมถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทางกับธุรกิจ (Business Relevance) และความเสี่ยงรายประเทศ (Country-specific Risk) ซึ่งอาจเกิดจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือปัจจัยอื่น ๆ เช่น ภัยธรรมชาตินอกจากนี้ ยังพิจารณาความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector-specific Risk) และความผันผวนของราคาสินค้าหรือวัตถุดิบ (Commodity-specific Risk) ที่อาจกระทบต่อเกิดจากความผันผวนของต้นทุนราคาของสินค้าและวัตถุดิบ
บริษัทฯ มีแผนบูรณาการประเด็นด้าน ESG เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมินคู่ค้า เช่น การบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ การตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอน และการจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งจะนำมาใช้ในกลุ่มคู่ค้าที่ไม่ใช่วัตถุดิบในระยะแรก และจะขยายไปยังคู่ค้าที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบระยะต่อไป ทั้งนี้ คู่ค้าทั้งหมดจะต้องผ่านการประเมินคุณสมบัติและความสามารถตามเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนด เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนอยู่ในรายชื่อผู้ขายที่ได้รับอนุมัติ (Approved Vendor List: AVL) ซึ่งการประเมินนี้ใช้แบบสอบถามคู่ค้า และแบบฟอร์มคุณสมบัติของคู่ค้า ซึ่งมีเกณฑ์การประเมินความเสี่ยง 4 ประการ ได้แก่
- ด้านเทคนิค: การประเมินความสามารถของคู่ค้าในการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางเทคนิคและโครงการ ซึ่งรวมถึงความสามารถและการจัดการองค์กร อุปกรณ์/เครื่องมือ/สินค้าคงคลัง ประสบการณ์/ความรู้/ความเชี่ยวชาญ และการรับรองมาตรฐาน
- การประกันคุณภาพ/การควบคุมคุณภาพ (QA/QC): การประเมินความสามารถของคู่ค้าในการรับประกันคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ
- ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (SHE): การประเมินความสามารถของคู่ค้าด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และหลักจริยธรรม
- เชิงพาณิชย์: การประเมินราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และศักยภาพเชิงพาณิชย์โดยรวมของคู่ค้า
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างจริงจัง ซึ่งรวมถึงจริยธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย และผลกระทบต่อสังคม ผลการดำเนินงานด้าน ESG สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และยั่งยืนในระยะยาว
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงคู่ค้าที่สำคัญครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) จำนวน 109 ราย และพบว่า “ไม่มีความเสี่ยงจากคู่ค้า” เนื่องจากคู่ค้าทุกรายไม่มีการดำเนินงานที่ละเมิดต่อสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชน หรือละเมิดด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี จรรยาบรรณทางธุรกิจ รวมถึงไม่มีการร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน จริยธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือจรรยาบรรณทางธุรกิจผ่านกลไกการร้องเรียนของบริษัทฯ (Vender Criticism)
การประเมินคู่ค้า
บริษัทฯ จัดทำแบบประเมินตนเองสำหรับคู่ค้า (Self-Assessment Questionnaire: SAQ) เพื่อนำมาใช้ประเมินคู่ค้าเป็นประจำทุกปี ครอบคลุม 5 ด้านที่สำคัญ และตรวจประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าที่สำคัญด้าน ESG เป็นประจำทุกปี เพื่อพัฒนาและติดตามการดำเนินงานของคู่ค้าให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า ภายใต้จรรยาบรรณธุรกิจ จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิต/จัดหาสินค้า วัตถุดิบ และการบริการ (Supplier Code of Conduct) และสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ อาทิ การปฏิบัติตามกฎหมาย จริยธรรม สิทธิมนุษยชน และความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น ISO9001 ISO14001 และ RSPO เป็นต้น
ประเด็นสำคัญ 5 ด้านของการประเมินคู่ค้า
น้ำหนัก = 20%
- การยืนยันคุณภาพ / คุณภาพของผลิตภัณฑ์
- การสนับสนุนเอกสารรายงาน
- คำเตือนจากหน่วยงานโลจิสติกส์
- ความสามารถในการรายงาน
- ใบรับรองและมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมหัวข้อ ESG
- ด้านการกำกับดูแลกิจการ
- ระบบการจัดการคุณภาพ (QMS) – ISO 9001 หรือ นโยบายที่เกี่ยวข้อง
- ระบบการจัดการต่อต้านการทุจริต (ABMS) – ISO 37001
- ด้านสิ่งแวดล้อม
- ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMS) – ISO 14001 หรือ นโยบายที่เกี่ยวข้อง
- ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OH&S) – ISO 18001 หรือ นโยบายที่เกี่ยวข้องมาตรฐาน
- กลุ่มองค์กรเจรจาระหว่างประเทศว่าด้วยปาล์มน้ำมันยั่งยืน (RSPO)
- มาตรฐาน KOSHER
- มาตรฐาน HALAL
- ด้านสังคม
- มาตรฐานแรงงานไทย 8001-2020
- ด้านการกำกับดูแลกิจการ
น้ำหนัก = 6%
- การพึ่งพาคู่ค้ารายเดียว
- การกระจายธุรกิจ
น้ำหนัก = 4%
- ธุรกิจเป็นบริษัทจดทะเบียน
- การดำรงอยู่ของธุรกิจ
น้ำหนัก = 8%
- ความน่าเชื่อถือของการจัดหา
น้ำหนัก = 12%
- ราคาที่แข่งขันได้
- ระยะเวลาเครดิต
- ความพร้อมจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ RSPO
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการตรวจประเมินโดยการเข้าเยี่ยมพื้นที่ ผ่านตัวแทนพนักงานจากฝ่ายจัดซื้อ (2nd party assessment) หรือหน่วยงานผู้ติดต่องานกับคู่ค้าโดยใช้แบบฟอร์มตรวจประเมิน “เกณฑ์การประเมินศักยภาพด้านความยั่งยืนของคู่ค้า” ซึ่งมีข้อคำถามสอดคล้องกับการดำเนินงานด้าน ESG
จำนวนคู่ค้าของบริษัทฯ ที่มีมาตรฐาน ISO 14001 หรือ RSPO หรือ Supplier Code of Conduct
ของคู่ค้า Feed Stock
ของคู่ค้า Feed
ของคู่ค้า Non-Feed
นอกจากนี้ ยังนำระบบแพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนที่ได้รับการรับรองในระดับสากลจาก EcoVadis มาใช้ในการติดตามและวัดผลการดำเนินงานของคู่ค้าในด้านความยั่งยืน และบริษัทฯ ได้จัดประเภทคู่ค้าออกเป็น คู่ค้าคุณภาพดีมาก คุณภาพดี คุณภาพปานกลาง คุณภาพปานกลางและเฝ้าระวัง และคุณภาพต่ำซึ่งบริษัทฯ จะกำหนดเงื่อนไขในการสั่งซื้อวัตถุดิบให้เหมาะสมกับระดับของคู่ค้าแต่ละกลุ่ม
EcoVadis is an internationally recognized assessment methodology utilized to rate the sustainability performance of suppliers and companies operating within the supply chain. The sustainability issues are determined by internationally recognized standards such as:
21 Sustainability Criteria
Environment
Operations
- Energy Consumption & GHGs
- Water
- Biodiversity
- Local & Accidental Pollution
- Materials, Chemicals & Waste
Products
- Product Use
- Product End-of-Life
- Customer Health & Safety
- Environmental Services & Advocacy
Labor & Human Rights
Human Resources
- Employee Health & Safety
- Working Conditions
- Social Dialogue
- Career Management & Training
Human Rights
- Child Labor, Forced Labor & Human Trafficking
- Diversity, Discrimination & Harassment
- External Stakeholder Human Rights
Ethics
- Corruption
- Anticompetitive Practices
- Responsible Information Management
Sustainable Procurement
- Supplier Environmental Practices
- Supplier Social Practices
การคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้า
บริษัทฯ มีการมอบหมายให้คณะกรรมการการสินเชื่อองค์กร (GGC Credit Rating Committee) เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้า โดยการประเมินคุณสมบัติของคู่ค้าที่สามารถได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นคู่ค้าใหม่ (Approved Vender List: AVL) ผ่านการตอบแบบประเมินคุณสมบัติของคู่ค้า (Vendor Qualification Form) ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental Social and Governance: ESG) และความสามารถในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ (Business Relevant) ซึ่งประกอบไปด้วยเกณฑ์การประเมินครอบคลุมทั้งในด้านเทคนิค คุณภาพ ความปลอดภัยอาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม การเงิน ด้านจริยธรรม การดำเนินการตามกฎหมาย และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเป็นการประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งในการประเมินนี้คู่ค้ามีประสิทธิภาพ ESG ที่ดีกว่าจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในการคัดเลือกและการมอบสัญญาต่อไป
ขั้นตอนการคัดเลือกและขึ้นทะเบียนคู่ค้า

ทั้งนี้ บริษัทฯ จำแนกประเภทคู่ค้าตามการจัดซื้อวัตถุ และการจัดจ้าง ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- คู่ค้ากลุ่มจัดหาวัตถุดิบ
- คู่ค้ากลุ่มจัดหาสินค้า
- คู่กลุ่มบริการอื่น ๆ
โดยในปี 2568 มีคู่ค้าที่ผ่านเกณฑ์การประเมินเบื้องต้นและได้ จำนวน 109 ราย ประกอบด้วยคู่ค้ารายใหม่ 6 ราย และคู่ค้าปัจจุบัน 103 ราย
| คู่ค้ารายใหม่ และคู่ค้าทั้งหมดของบริษัทฯ ปี 2568 (New Suppliers and Total Suppliers 2025) | ||
|---|---|---|
| ประเภทคู่ค้า | คู่ค้ารายใหม่ปี 2568 | คู่ค้าทั้งหมดปี 2568 |
| คู่ค้ากลุ่มจัดหาวัตถุดิบ (Feed Suppliers) | 6 | 107 |
| คู่ค้ากลุ่มจัดหาสินค้า (Non-Feed Suppliers) | 0 | 2 (น้ำมันเตา) |
| คู่กลุ่มบริการอื่น ๆ (Services) | - | - |
จากการดำเนินการประเมินศักยภาพในการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้า ผ่านระบบ Vendor Qualification ตลอดจน พิจารณาตามหลักเกณฑ์ด้านความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด และจำนวนมูลค่าการจัดซื้อโดยบริษัทฯสามารถแบ่งประเภทคู่ค้า และมีผลการประเมินความเสี่ยงดังต่อไปนี้
| ประเภทคู่ค้า | ปี 2568 |
|---|---|
| กลุ่มคู่ค้าลำดับที่ 1 คู่ค้าลำดับที่ 1 |
54 กลุ่มสินค้าและบริการ 4,200 ราย |
| คู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 คู่ค้าในมิติด้าน ESG ที่ทำ Self-assessment ด้าน ESG หลักเกณฑ์ในการพิจารณา: 1) ไม่สามารถหาคู่ค้ารายอื่นมาทดแทนได้ Irreplaceable |
21 กลุ่มสินค้าและบริการ 67 ราย* |
| สัดส่วนมูลค่าการซื้อจากคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 | ร้อยละ 57.5 |
| คู่ค้าที่สำคัญลำดับถัดไป | 0 ราย |
| คู่ค้าที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงผ่านการวิเคราะห์เอกสาร(Desk Assessment) หรือการตรวจประเมินแบบเข้าเยี่ยมพื้นที่ | คู่ค้าที่ได้รับการประเมินผลกระทบด้านลบที่เกิดจริงหรือที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ |
|---|---|
| 67 ราย* (ร้อยละ 100) | 4 ราย* (ร้อยละ 5.9) |
| คู่ค้าที่มีผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นจริง หรืออาจเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญซึ่งถูกยกเลิกสัญญา | |
|---|---|
| 0 ราย* |
| คู่ค้าที่มีผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นจริง หรืออาจเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่มีการจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไข หรือมีแผนปรับปรุงตามข้อตกลง | คู่ค้าที่ได้รับการสนับสนุนในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไข |
|---|---|
| 4 ราย* (ร้อยละ 100) | 4 ราย* (ร้อยละ 100) |
หมายเหตุ: * คำนวนจากคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 1 จากคู่ค้า Non-Feed เท่านั้น
การบริหารความเสี่ยงของคู่ค้า
บริษัทฯ ได้นำแบบจำลองการวิเคราะห์ตำแหน่งของคู่ค้า (Supply Positioning Model: SPM) มาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ โดยพิจารณาจากข้อมูลการใช้จ่ายในการจัดซื้อ (Spend Analysis) ร่วมกับการประเมินระดับความเสี่ยง (Risk Assessment) ซึ่งครอบคลุมทั้งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทฯ และประเด็นด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) ในส่วนของผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ด้วย SPM ช่วยให้บริษัทฯ สามารถวางแผนบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้าได้อย่างเหมาะสมในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานของคู่ค้า เพื่อวางแนวทางการพัฒนาและยกระดับศักยภาพในระยะยาว
ตามแนวทางจากแบบจำลองดังกล่าว คู่ค้าถูกจัดลำดับความสำคัญออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Strategics Supplier, Key Supplier และ Manage Supplier ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้า (Supplier Relationship Management: SRM) และยกระดับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร
| ระดับความสำคัญของคู่ค้า | คำจำกัดความ | การจัดการเชิงกลยุทธ์ | เครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการ |
|---|---|---|---|
| Strategics Supplier | คู่ค้าที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ และมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและองค์กรของคู่ค้าเอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร | พัฒนาความสัมพันธ์และเพิ่มศักยภาพของคู่ค้าให้เป็นไปตามทิศทางนโยบายของบริษัทฯ |
|
| Key Supplier | คู่ค้าที่กระจายผลิตภัณฑ์ไปยังผู้บริโภค ซึ่งอาจะส่งผลกระทบสูงต่อธุรกิจและภาพลักษณ์องค์กร | ตั้งเป้าหมายร่วมกันเพื่อยกระดับการให้บริการ |
|
| Manage Supplier | คู่ค้าที่ดำเนินงานเชิงปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนหรือบริเวณใกล้เคียง และมีความเสี่ยงน้อยถึงปานกลางต่อผู้ซื้อ | ติดตามการดำเนินงานของคู่ค้าเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา |
|
ในกรณีที่ผลการประเมินชี้ให้เห็นว่าคู่ค้าอยู่ในกลุ่มที่มีความสำคัญและมีระดับความเสี่ยงสูง บริษัทฯ จะพิจารณาว่าคู่ค้านั้นไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน และจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้คำแนะนำ รวมถึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา (Corrective Actions) อย่างเป็นระบบ จากนั้นจะมีการติดตามผล ประเมินซ้ำ และตรวจสอบอีกครั้งตามระยะเวลาที่กำหนด หากคู่ค้ายังคงไม่สามารถปรับปรุงหรือปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ บริษัทฯ อาจดำเนินการจำกัดการสั่งซื้อ ระงับการจัดซื้อจัดจ้างชั่วคราว หรือถอนออกจากรายชื่อคู่ค้าของบริษัทฯ
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ อาทิ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติตามข้อกฎหมาย และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดจากการดำเนินงานของคู่ค้า พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะและมาตรการปรับปรุงเพื่อสนับสนุนให้คู่ค้าสามารถยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างข้อเสนอแนะหรือมาตรการเพื่อการแก้ไขหรือพัฒนาการดำเนินงานของคู่ค้าดังนี้
| ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม | ข้อเสนอแนะหรือมาตรการเพื่อการแก้ไขหรือพัฒนา |
|---|---|
| การจัดการสิ่งแวดล้อม |
|
| ประเด็นด้านสังคม | ข้อเสนอแนะหรือมาตรการเพื่อการแก้ไขหรือพัฒนา |
|---|---|
| การบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย |
|
| สิทธิมนุษยชน |
|
| ประเด็นด้านการกำกับดูแลกิจการ | ข้อเสนอแนะหรือมาตรการเพื่อการแก้ไขหรือพัฒนา |
|---|---|
| การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ |
|
การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของคู่ค้า
บริษัทฯ มุ่งส่งเสริมการยกระดับศักยภาพของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของคู่ค้าสอดคล้องกับจรรยาบรรณธุรกิจ (Business Code of Conduct) จรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจของผู้ผลิต จัดหาสินค้า วัตถุดิบ และการบริการ (Supplier Code of Conduct) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัทฯ
การประชุมคู่ค้า (Supplier Conference)
บริษัทฯ ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC จัดการประชุมคู่ค้า (Supplier Conference) เป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้ร่วมปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน รวมถึงพัฒนาการดำเนินงานตามแนวทาง ESG เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจที่ดีระหว่างบริษัทกับคู่ค้า[ERM1.1] ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- สร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับคู่ค้า
- สนับสนุนการพัฒนาแนวทาง ESG ในห่วงโซ่อุปทาน
- ส่งเสริมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
- มีผู้ค้าเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ทั้งหมด 600 ราย
โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ SPOPP CLIMA

ความคืบหน้า โครงการ SPOPP CLIMA ปี 2568
- การพัฒนาเครื่องมือคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับการปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ TGO
- การประเมินการปล่อยคาร์บอนเบื้องต้นของเกษตรกรรายย่อยในระบบปาล์มน้ำมัน และวิเคราะห์ข้อมูล โดยกำหนดระบบฐานข้อมูลของโครงการฯ และดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้ง 6 กลุ่มเกษตรกร
- การทดลองใช้และฝึกอบรมแนวทางการลดคาร์บอน โดยโครงการฯ ได้ระบุแนวทางการลดคาร์บอนและดำเนินการคัดเลือกแนวปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร
- ดำเนินการจัดทำหลักสูตรการจัดการสวนปาล์มน้ำมันแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อเศรษฐกิจสีเขียว (Low–Carbon Oil Palm Management for Green Economy) เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติให้กับเกษตรกรในโครงการฯ
- ดำเนินการจัดฝึกอบรมวิทยากรหลักสูตรการจัดการสวนปาล์มน้ำมันแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อเศรษฐกิจสีเขียว (Low–Carbon Oil Palm Management for Green Economy) แก่โรงหีบและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรในโครงการฯ เพื่อสร้างและขยายองค์ความรู้ในการปลูกปาล์มแบบคาร์บอนต่ำ
- ดำเนินการคัดเลือกแปลงสาธิต เพื่อนำร่องแนวทางปฏิบัติปลูกปาล์มคาร์บอนต่ำ
ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- คู่มือและหลักสูตรการจัดการสวนปาล์มน้ำมันแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อเศรษฐกิจสีเขียว (Low–Carbon Oil Palm Management for Green Economy) เล่มแรกของประเทศไทย และผ่านการรับรองหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว
- วิทยากร 50 ราย ที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนปาล์มแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสมาชิกของโครงการฯ จำนวน 1,000 ราย
- แปลงสาธิตจำนวน 12 แปลง พื้นที่รวมทั้งหมด 169.62 ไร่ เพื่อนำร่องแนวทางปฏิบัติปลูกปาล์มคาร์บอนต่ำ
- จำนวนคู่ค้าของบริษัทฯ ที่เข้าร่วมการอบรมคิดเป็น XX ราย
การบริหารวัตถุดิบ
บริษัทฯ มีกระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบเพื่อให้การตัดสินใจด้านการจัดซื้อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และจัดทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบระยะยาวกับคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักที่มาจากผลิตภัณฑ์เกษตร นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการสนับสนุนการจัดซื้อและใช้วัตถุดิบที่มีมาตรฐาน RSPO ซึ่งในปี 2568 ผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ RSPO ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ แฟตตี้แอลกอฮอล์ โดยมียอดขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 จากปี 2568
| 2565 | 2566 | 2567 | 2568 | |
|---|---|---|---|---|
| เมทิลเอสเทอร์ (ตัน) | 0 | 0 | 0 | 0 |
| แฟตตี้แอลกอฮอล์ (ตัน) | 4,280 | 5,316 | 4,004 | 5,572 |
| กลีเซอรีนบริสุทธิ์ (ตัน) | 2,411 | 765 | 1,423 | 1,113 |
โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil (CPO) Transportation Optimization Project):
บริษัทฯ ได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งวัตถุดิบ โดยปรับเปลี่ยนวิธีการขนส่งจากการขนส่งทางรถโดยตรงเป็นการขนส่งทางเรือ โดยวางแผนบรรจุน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ให้เต็มลำเรือ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปยังคลังสินค้าที่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา จากนั้นจึงขนส่งต่อทางรถมายังโรงงาน วิธีการนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ในปี 2568 (มกราคม–พฤศจิกายน) มีการขนส่ง CPO ชนิด A ทางเรือจำนวน 68,767 ตัน คิดเป็น 75% ของการซื้อแบบ Spot และ 70% ของการซื้อแบบ Contract
- ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง CPO อย่างมีประสิทธิภาพ
- เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโลจิสติกส์ และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ถนนน้อยลง
การบริหารระบบขนส่งและคลังสินค้า (Logistics and Warehouse Management)
บริษัทฯ ให้ความสำคัญและมุ่งบริหารระบบขนส่งและคลังสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการวิเคราะห์ และวางแผนการคำนวณค่าขนส่ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมกับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กัน ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาระบบการจัดจ้างบริษัทขนส่งจากคู่ค้าสู่โรงงานของบริษัทฯ และปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารการจัดเก็บวัตถุดิบ ดังนี้
โครงการ Reduce Backhaul Transportation of Methanol-B100 (Reduce Backhaul Transportation of Methanol-B100)
บริษัทฯ ได้พัฒนาระบบบริหารการขนส่งระหว่างโรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายจากการขนส่งเที่ยวกลับ (Backhaul) ที่เกิดจากการขนส่งเมทานอลจากคลังสินค้า BTF มาบตาพุดไปยังโรงงาน GGC2 และการขนส่ง B100 จากโรงงาน GGC2 ไปยังโรงงาน GGC1 ซึ่งส่งผลให้เกิดการวิ่งรถเที่ยวเปล่า บริษัทฯ จึงได้ศึกษาการใช้รถเพียงคันเดียวในการขนส่งทั้งเมทานอลและ B100 พร้อมกับลดจำนวนเที่ยวรถเปล่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการขนส่ง
ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ลดค่าใช้จ่ายการขนส่ง
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
โครงการลดค่าใช้จ่ายจากการทำ กิจกรรมภายนอก (Reduce Rental External Warehouse Cost)
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมภายนอกโรงงาน โดยปรับลดการเช่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า ลดจำนวนการใช้รถบรรทุกในการขนส่งสินค้าไปยังคลังสินค้าภายนอก รวมถึงลดกิจกรรมการขนย้ายสินค้าในคลังสินค้าภายนอก เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและลดต้นทุนในการดำเนินงาน
ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้
- เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินค้าและโลจิสติกส์
- ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บและขนส่งสินค้า
การบริหารและสร้างความสัมพันธ์อันดีร่วมกับลูกค้า
บริษัทฯ เสริมสร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า โดยจัดตั้งช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้าผ่านระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ โดยบริษัทฯ จะรวบรวมข้อข้อเสนอแนะและข้อร้องเรียนจากลูกค้า เพื่อนำไปกำหนดแผนการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าและนำไปกำหนดแนวทางพัฒนาธุรกิจและกลยุทธ์ทางการตลาดในอนาคต
การสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า
บริษัทฯ มีกระบวนการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าเป็นประจำทุกปี เพื่อวัดผลสำเร็จในการดำเนินงานของบริษัทฯ และสะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยบริษัทฯ ได้สำรวจความพึงพอใจของลูกค้าผ่านวิธี Customer eQTM Index ซึ่งเป็นเครื่องมือและหลักเกณฑ์ที่ใช้ตรวจสอบระบบการบริหารองค์กรในภาพรวมที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกระบวนการ ตลอดจนผลลัพธ์ และมุมมองขององค์กรในภาพรวม
ปัจจัยในการวัดผลความพึงพอใจของลูกค้า
- คุณภาพของสินค้า
- ความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า
- สามารถตอบสนองตรงต่อความต้องการของลูกค้า
- ความตรงต่อเวลา
- ความรวดเร็วในการส่งสินค้า
- การจัดส่งที่ปลอดภัย
- จำนวนและคุณภาพของสินค้า ตรงตามความต้องการของลูกค้า
- การจัดกิจกรรม อาทิ การประชุม สัมมนาให้ความรู้
- การจัดงานขอบคุณลูกค้า
- การจัดทำ Promotion ที่เหมาะสม
- คุณภาพของสินค้า
- ความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า
- สามารถตอบสนองตรงต่อความต้องการของลูกค้า
- ความสะดวกในการติดต่อ และสามารถแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา
- การประสานงาน (Coordinating) ที่รวดเร็วและถูกต้อง
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว บริษัทฯ ได้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าทุกสองปี โดยในปี 2568 พบว่าลูกค้าพึงพอใจและความพึงพอใจของลูกค้าอยู่ที่ 99% และ 96% ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
| 2565 | 2566 | 2567 | 2568 | เป้าหมาย ปี 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ลูกค้าพึงพอใจ (ร้อยละ) | 96 | 96 | 99 | 99 | 97 |
| ความพึงพอใจของลูกค้า (ร้อยละ) | 95 | 95 | 96 | 96 | 95 |
สามารถรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระดับความพึงพอใจของลูกค้า ได้ที่ Performance Data 2025
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ผลประเมินผลการดำเนินงานแบ่งออกเป็นปัจจัยที่สำเร็จและปัจจัยที่ควรปรับปรุง ดังนี้
|
ปัจจัยที่สำเร็จ
|
การสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า
|
|
ปัจจัยที่ควรปรับปรุง
|
คุณภาพและความเพียงพอของสินค้า การจัดส่งที่ตรงเวลา และการสื่อสารถึงสถานะการจัดส่งสินค้า
|