กระบวนการประเมินประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความยั่งยืน GRI 3-1 (2021)

บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน โดยยึดหลักการประเมินแบบ ทวิสารัตถภาพ (Double Materiality) ในการคัดเลือกและประเมินประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความยั่งยืนของบริษัทฯ ควบคู่กับการคำนึงถึงประเด็นที่สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยอ้างอิงตามแนวทางการรายงานของ Global Reporting Initiative (GRI) Standards 2022 Integrated Reporting (IR) Framework ของ International Integrated Reporting Council (IIRC) Taskforce on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) รวมถึงคู่มือจัดทำแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปีแบบ 56-1 One Report ทั้งนี้การจัดลำดับของประเด็นสำคัญมีขั้นตอนจัดทำอ้างอิง GRI โดยประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้

ทำความเข้าใจบริบทขององค์กร
ทำความเข้าใจบริบทขององค์กร

บริษัทฯ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งภายในและภายนอกในบริบทของความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการพูดคุยกับผู้มีส่วนได้เสียและผู้เชี่ยวชาญ การหาข้อมูลจากแนวโน้มการตอบสนองต่อประเด็นสำคัญทั่วโลก และจากอุตสาหกรรมเดียวกัน รวมไปถึงเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ เพื่อนำมาเทียบกับทิศทางกลยุทธ์ของบริษัทฯ และความท้าทายในการดำเนินงาน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการพูดคุยและสัมภาษณ์กับผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ในการจัดทำการประเมิน หรือทบทวนการระบุประเด็นสำคัญจะมีการจัดทำขึ้นทุก ๆ ปี เพื่อเฟ้นหาประเด็นสำคัญ การเปลี่ยนแปลง และผลกระทบที่อาจจะมีผลต่อบริษัทฯ ได้อย่างทันท่วงที

ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและที่อาจเกิดขึ้น
ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและที่อาจเกิดขึ้น

บริษัทฯ ทำการสัมภาษณ์และรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริหาร พร้อมทั้งผู้มีส่วนได้เสียหลักทั้งภายในและภายนอก จำนวน 6 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ถือหุ้น นักลงทุนและนักวิเคราะห์ ชุมชนและสังคม ภาครัฐ พนักงาน คู่ค้า และลูกค้า รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็น ความคาดหวัง และข้อกังวลในแต่ละประเด็น

ด้านการประเมินผลกระทบที่สำคัญสองมิติ (Double Materiality Assessment) บริษัทฯ ได้พิจารณาผลกระทบทั้งต่อบริษัทฯ และต่อผู้มีส่วนได้เสียหลักภายนอก (Impact to External Stakeholders) โดยดำเนินการวิเคราะห์ครอบคลุมทั้งในเชิงบวก (Positive) และเชิงลบ (Negative) ประกอบกับความเสี่ยง (Opportunities) และโอกาส (Opportunities) จากประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนต่าง ๆ เพื่อให้การประเมินประเด็นความยั่งยืนมีความครอบคลุมและสะท้อนมุมมองของทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ การทราบถึงผลกระทบเหล่านี้ช่วยให้บริษัทฯ เตรียมความพร้อมในการรับมือผลกระทบเชิงลบ และสร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ได้

ประเมินผลกระทบที่มีนัยสำคัญ
ประเมินผลกระทบที่มีนัยสำคัญ

หลังจากที่ทราบถึงประเด็นผลกระทบจากประเด็นที่มีความสำคัญของบริษัทฯ ในขั้นตอนที่ 2 แล้ว บริษัทฯ ทำการรวบรวมความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสิทธิมนุษยชน โดยพิจารณาจาก ความเป็นไปได้ในการเกิดผลกระทบเหล่านั้น (Likelihood) และความรุนแรงของผลกระทบเหล่านั้น (Severity) ซึ่งภายใต้ความรุนแรง บริษัทฯ จะคำนึงถึงขนาดพื้นที่ หรือจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ (Scale) ขอบเขตของผลกระทบเหล่านั้นว่าสูง หรือต่ำ (Scope) และความยากง่ายในการแก้ไข ฟื้นฟูผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น ๆ (Remendability) โดยเฉพาะผลกระทบทางลบที่อาจจะเกิดขึ้น

ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)

ทบทวนความเสี่ยงและโอกาสที่ได้รับจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย (การสัมภาษณ์เชิงลึก)

ประเมินระดับนัยสำคัญของความเสี่ยงและโอกาส โดยพิจารณาจาก

  • เกณฑ์ผลกระทบทางการเงิน ฆ ผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน / ชื่อเสียง / การดำเนินงานภายในองค์กร)
  • เกณฑ์โอกาสในการเกิด (Likelihood)
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)

ทบทวนผลกระทบที่ได้รับจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย (การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสำรวจออนไลน์)

ระบุประเภทของผลกระทบ

  • ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว / ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (Actual / Potential)
  • ผลกระทบเชิงบวก / ผลกระทบเชิงลบ (Positive / Negative)

ประเมินระดับนัยสำคัญของผลกระทบ โดยพิจารณาจาก

  • เกณฑ์ความรุนแรงของผลกระทบ (ได้แก่ ขนาดของผลกระทบ (Scale) / ขอบเขตของผลกระทบ (Scope) / ความสามารถในการเยียวยา (Remediability))
  • เกณฑ์โอกาสในการเกิด (Likelihood)
จัดลำดับความสำคัญของผลกระทบที่สำคัญ
จัดลำดับความสำคัญของผลกระทบที่สำคัญ

ความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียถูกนำมาประเมินร่วมกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกำหนดคะแนนในมิติ Impact Materiality และ Financial Materiality สำหรับประเด็นสำคัญทั้ง 13 ประเด็น จากนั้น บริษัทฯ ได้นำผลการประเมินมาจัดลำดับความสำคัญของประเด็นด้านความยั่งยืน พร้อมทดสอบความเหมาะสมของผลลัพธ์โดยเปรียบเทียบกับแนวโน้มของประเด็นสำคัญในระดับสากลและนำเสนอผลการประเมินประเด็นสำคัญกับบริบท เป้าหมาย และกลยุทธ์ของบริษัทฯ แก่คณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะผู้บริหาร และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการเปิดเผยข้อมูลในมิติต่าง ๆ

ทั้งนี้ การจัดลำดับกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญ จะรวมอยู่ในกระบวนการหารือในการบริหารความเสี่ยงขององค์กรโดยรวม (Enterprise Risk Management: ERM) ของบริษัทฯ เพื่อแสดงถึงความโปร่งใส ความชัดเจน และความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญ การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนการรวบรวมและประเมินผลข้อมูล จัดให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอก โดยผลการรับรองได้แสดงไว้ท้ายเล่ม ภายใต้หัวข้อภาคผนวก (Appendix)

กระบวนการกำหนดเนื้อหาการรายงาน

ผลการจัดลำดับประเด็นสำคัญ (Result of Materiality Assessment) GRI 3-2 (2021)

Most Important Material Topics
  • การกำกับดูแลกิจการและจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ
  • การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การบริหารความเสี่ยงและการปรับตัวทางธุรกิจ
  • การดูแลผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ
  • การบริหารทรัพยากรมนุษย์และความเป็นอยู่ที่ดี
  • การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
Fundamental
  • การพัฒนาชุมชนและการสร้างความสัมพันธ์
  • การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • การจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
  • อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
  • การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  • สิทธิมนุษยชน
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ประเด็นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความยั่งยืน (Material Topics and Management of Material Topics) GRI 3-3 (2021)

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Climate Action and GHG Reduction)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การเปิดโอกาสในการพัฒนาและขยายตลาดผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์ Specialty ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและแนวโน้มด้านความยั่งยืน
  • เปิดโอกาสในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและการพัฒนาธุรกิจจากกลไกคาร์บอนเครดิต
ผลกระทบเชิงลบ
  • ความเสียหายต่อวัตถุดิบทางการเกษตรทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือพายุ รวมถึงส่งผล ให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของการผลิต การขาดแคลนวัตถุดิบ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
  • การไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อข้อกำหนดและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม อาจส่งผลให้ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมาย การจัดซื้อคาร์บอนเครดิต และการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงานและการผลิต
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาของชุมชน ลูกค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสีย
  • สนับสนุนการเข้าถึงตลาดและการสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยตอบสนองความต้องการของลูกค้าและคู่ค้าที่ให้ความสำคัญกับ ESG และผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
ผลกระทบเชิงลบ
  • การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่ไม่เพียงพอ หรือการไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อความคาดหวังด้าน ESG ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อาจจำกัดความสามารถของลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ นักลงทุน และชุมชนท้องถิ่นในการบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของตนเอง พร้อมทั้งเพิ่มความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้มีส่วนได้เสียเหล่านี้ต้องเผชิญ
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
นักลงทุน
ลูกค้า
ภาครัฐ
คู่ค้า
ชุมชนและสังคม
GRI
  • GRI 305 Emission 2016: SOx, NOx and other significant air emissions (GRI 305-7)
  • GRI 303 Water and Effluent 2018: Water Withdrawal (GRI 303-3), Water Discharge (GRI 303-4), Water Consumption (GRI 303-5)
  • GRI 306 Waste 2020: Waste Generated (GRI 306-3), Waste Diverted from Disposal (GRI 306-4), Waste Directed to Disposal (GRI 306-5)
  • GRI 302 Energy 2016: Energy Consumption within the organization (GRI 302-1), Total energy consumption outside the organization (GRI 302-2); Energy intensity (GRI 302-3)
  • GRI 305 Emissions 2016: Direct (Scope 1) GHG Emissions (GRI 305-1), Energy Indirect (Scope 2) GHG Emissions (GRI 305-2), Other Indirect (Scope 3) GHG Emission (GRI 305-3)
SDGs
การจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain Management)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างรับผิดชอบบนหลักความเป็นธรรมทางการค้า และการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและเกษตรกร ช่วยยกระดับมาตรฐานด้าน ESG เพิ่มความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย เสริมความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ ลดความผันผวนของต้นทุน และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
ผลกระทบเชิงลบ
  • การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนต้องใช้เงินลงทุนและทรัพยากรในการคัดเลือก ติดตาม และประเมินผลคู่ค้า ส่งผลให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอาจใช้เวลานานขึ้นและลดความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน
  • การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่แนวทางการเกษตรที่ยั่งยืนต้องอาศัยเวลาและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม หากดำเนินการไม่สำเร็จอาจกระทบต่อความมั่นคงของแหล่งวัตถุดิบ
  • หากไม่สามารถยกระดับความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานได้ อาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบลดลง และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • เกษตรกรได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับคุณภาพและปริมาณวัตถุดิบ รวมถึงสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว
  • ความร่วมมือระหว่างองค์กรและเกษตรกรช่วยเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความเข้มแข็ง เพิ่มความมั่นคงในการจัดหาวัตถุดิบ และสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับคู่ค้า
  • การมีแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีเสถียรภาพ ช่วยให้ลูกค้าได้รับสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและคู่ค้าต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจขององค์กร
ผลกระทบเชิงลบ
  • ความผันผวนของราคาและปริมาณวัตถุดิบทางการเกษตร รวมถึงความไม่ชัดเจนของนโยบายภาครัฐ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ ความมั่นคง และการวางแผนการผลิตของเกษตรกรและผู้จัดหาวัตถุดิบ
  • ความไม่แน่นอนของการจัดหา Biodiesel และ Methanol จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง อาจส่งผลให้การส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้าล่าช้าหรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ
  • การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานอาจลดความเชื่อมั่นของลูกค้าและคู่ค้า กระทบต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และเพิ่มความเสี่ยงในการพึ่งพาผู้จัดหาหรือแหล่งวัตถุดิบทางเลือกในอนาคต
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
นักลงทุน
ลูกค้า
ภาครัฐ
คู่ค้า
ชุมชนและสังคม
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
  • GRI 308 Supplier Environmental Assessment 2016: Disclosure GRI 308-1 New suppliers that were screened using environmental criteria
  • GRI 414 Suppliers Social Assessment 2016: Disclosure GRI 414-1 New Suppliers that were screened using social criteria
SDGs
การกำกับดูแลกิจการและจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ (Corporate Governance and Business Ethics)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร
  • เสริมสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กร ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ
  • ความเสี่ยงจากความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาลหรือจริยธรรม เช่น การทุจริต หรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจนำไปสู่ค่าปรับ บทลงโทษ ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การกำกับดูแลที่ดีและการดำเนินงานอย่างโปร่งใสช่วยสร้างความเชื่อมั่นและผลตอบแทน ให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า ลูกค้า พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ
  • กรณีเกิดการทุจริตหรือการกำกับดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียสูญเสียความเชื่อมั่น ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจและมูลค่าการลงทุน
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
นักลงทุน
ลูกค้า
ภาครัฐ
คู่ค้า
ชุมชนและสังคม
GRI
  • GRI 2 General Disclosure 2021
SDGs
การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพช่วยลดโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยง สนับสนุนการตัดสินใจและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
  • เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลง
ผลกระทบเชิงลบ
  • การบริหารความเสี่ยงที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจนำไปสู่ความสูญเสียทางการเงิน การหยุดชะงักในการดำเนินงาน และการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด
  • การไม่สามารถระบุหรือรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และความสามารถในการแข่งขันขององค์กร
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การมีระบบบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลกิจการที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียต่อศักยภาพและเสถียรภาพขององค์กรในระยะยาว
  • การปรับและกระจายพอร์ตธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์ Biochemical ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความผันผวนด้านราคาต่ำกว่า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดการพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร
ผลกระทบเชิงลบ
  • ความผันผวนของวัตถุดิบทางการเกษตรจากสภาพอากาศ ราคาปาล์มน้ำมันตามฤดูกาล และข้อจำกัดด้านการกำกับดูแล อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของการผลิตและความสามารถในการส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้า
  • การหยุดเดินเครื่องตามแผน (Shutdown) และปัจจัยภายนอก เช่น ราคาวัตถุดิบและค่าขนส่ง อาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้า ความเชื่อมั่นของลูกค้า และความสัมพันธ์กับคู่ค้า
  • ความไม่แน่นอนของการจัดหาวัตถุดิบอาจลดความสามารถในการวางแผนธุรกิจระยะยาวและอำนาจต่อรองกับคู่ค้า จึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารเชิงรุกและบริหารความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
นักลงทุน
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
  • GRI 301 Material 2016: Material used by weight or volume (GRI 301-1)
SDGs
การดูแลผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ (Product Stewardship and Responsibility)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดทางกฎหมาย ลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและการใช้วัสดุหมุนเวียนช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ สร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน และส่งเสริมนวัตกรรมขององค์กร
  • ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน เช่น Specialty Products และ Green Methanol ช่วยเพิ่มโอกาสในการกำหนดราคาสินค้าในระดับพรีเมียม (Premium Pricing) เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) และขยายฐานลูกค้าในตลาดที่มีมูลค่าสูง
ผลกระทบเชิงลบ
  • การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตและเป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน ต้องใช้เงินลงทุน การวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงต้นทุนในการทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น
  • การใช้วัสดุหมุนเวียนหรือวัตถุดิบทางเลือกอาจเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุน คุณภาพ และความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน
  • หากผลิตภัณฑ์ไม่สามารถตอบสนองข้อกำหนดด้านกฎหมาย มาตรฐาน หรือความคาดหวังของตลาดด้านความยั่งยืน อาจทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และส่วนแบ่งทางการตลาด โดยเฉพาะในตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (Specialty Products) และผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Green Products)
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์อย่างรับผิดชอบและการเปิดเผยข้อมูลแหล่งที่มาอย่างโปร่งใส ช่วยให้ลูกค้าและผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์
  • สนับสนุนให้ลูกค้าและคู่ค้าสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับความคาดหวังด้าน ESG ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการโซลูชันคาร์บอนต่ำของตลาด
ผลกระทบเชิงลบ
  • การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่ไม่ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิต หรือการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านคุณภาพ ความปลอดภัย การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด และความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัท
  • ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ตอบสนองต่อความคาดหวังด้านความยั่งยืน อาจลดความเชื่อมั่นของลูกค้า นักลงทุน และคู่ค้า รวมถึงส่งผลต่อโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
-

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
ภาครัฐ
คู่ค้า
ลูกค้า
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
  • GRI 301 Material 2016: Material used by weight or volume (GRI 301-1)
SDGs
การบริหารทรัพยากรมนุษย์และความเป็นอยู่ที่ดี (Human Capital Development and Wellbeing)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพ การดูแลความเป็นอยู่ที่ดี และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มความผูกพันของพนักงาน และสนับสนุนการรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพในระยะยาว
  • การลงทุนด้านบุคลากรอย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ลดต้นทุนจากการสรรหาและทดแทนบุคลากร และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน
ผลกระทบเชิงลบ
  • การดำเนินนโยบายด้านบุคลากรอย่างครอบคลุมอาจต้องใช้ต้นทุนและทรัพยากรจำนวนมาก รวมถึงเพิ่มความซับซ้อนในการบริหารจัดการ และต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาและรักษาบุคลากร
  • ภาระงานและชั่วโมงการทำงานหรือการประชุมที่สูง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) ส่งผลให้การลาป่วยเพิ่มขึ้น ผลิตภาพการทำงานลดลง และอัตราการลาออกสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ต้นทุนด้านทรัพยากรบุคคลที่เพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจโดยรวม
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะของคนในพื้นที่ผ่านการฝึกงานและการจ้างงาน ช่วยสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ยกระดับศักยภาพแรงงานและคุณภาพชีวิตของชุมชน พร้อมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี ความไว้วางใจระหว่างองค์กรกับชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ผลกระทบเชิงลบ
  • การพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ไม่ต่อเนื่องอาจทำให้พนักงานมีโอกาสในการพัฒนาทักษะและความก้าวหน้าในสายอาชีพลดลง ส่งผลต่อความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร
  • การเกิดช่องว่างด้านทักษะ (Skills Gap) และอัตราการลาออกของบุคลากรที่สูง อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการดำเนินงาน ความต่อเนื่องของการให้บริการ และความสามารถขององค์กรในการตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้า ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
นักลงทุน
ภาครัฐ
คู่ค้า
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
  • GRI 405 Diversity and Equal Opportunity 2016: Ratio of basis salary and remuneration (GRI 405-2)
  • GRI 2 General Disclosure 2021 (GRI 2-7)
SDGs
การพัฒนาชุมชนและการสร้างความสัมพันธ์ (Community Development and Relations)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างมีส่วนร่วมและโปร่งใส ช่วยสร้างความไว้วางใจและการยอมรับจากชุมชน (Social License to Operate) สนับสนุนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
  • การรับฟังความคิดเห็นและมีกลไกจัดการข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดความขัดแย้งและบริหารความเสี่ยงด้านสังคมได้อย่างเหมาะสม
  • ความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนช่วยลดความล่าช้าในการดำเนินโครงการ ลดต้นทุนจากข้อพิพาทหรือการดำเนินคดี และเพิ่มความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
ผลกระทบเชิงลบ
  • การบริหารความสัมพันธ์กับชุมชนต้องใช้เวลา งบประมาณ และทรัพยากรในการสื่อสาร การมีส่วนร่วม และการประสานงานกับผู้มีส่วนได้เสียหลายฝ่าย ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
  • การพิจารณาความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียหลายกลุ่มอาจทำให้กระบวนการตัดสินใจและการดำเนินโครงการมีความซับซ้อนและใช้เวลานานขึ้น
  • หากองค์กรขาดการมีส่วนร่วมกับชุมชนหรือไม่สามารถบริหารข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การคัดค้าน ความล่าช้าของโครงการ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การหยุดชะงักของการดำเนินงาน หรือข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและชื่อเสียงของบริษัทในระยะยาว
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • ชุมชนได้รับประโยชน์จากโครงการพัฒนาสังคม เช่น การปลูกป่า การถ่ายทอดองค์ความรู้ และกิจกรรมพัฒนาชุมชน ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง
  • การมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องช่วยสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กร ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสีย ส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันในระยะยาว
  • การสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ช่วยเพิ่มทุนทางสังคม (Social Capital) และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ผลกระทบเชิงลบ
  • หากองค์กรไม่สามารถดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน อาจทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาลดลงและขาดโอกาสในการเสริมสร้างศักยภาพ
  • การขาดการมีส่วนร่วมและการสื่อสารที่เหมาะสมอาจส่งผลให้ความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างชุมชนกับองค์กรลดลง นำไปสู่ความขัดแย้งหรือการคัดค้านการดำเนินธุรกิจในพื้นที่
  • หากชุมชนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อาจทำให้ชุมชนยังคงพึ่งพาการสนับสนุนจากองค์กร ส่งผลต่อความยั่งยืนของการพัฒนาพื้นที่และความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือในอนาคต
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
ลูกค้า
ภาครัฐ
ชุมชนและสังคม
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
  • GRI 201 Economic Performance 2016: Community Investment (GRI 201-1)
SDGs
การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารคุณภาพผลิตภัณฑ์และความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเสริมสร้างความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ขององค์กร
  • การมุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางและพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง ช่วยสร้างความภักดีของลูกค้า เพิ่มโอกาสในการขายซ้ำ ลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ และสร้างรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • ลูกค้าและคู่ค้าได้รับผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน พร้อมเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืนและมีมูลค่าเพิ่ม
  • การสื่อสารและความร่วมมืออย่างต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความสัมพันธ์ระยะยาว และการพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน ส่งผลให้เกิด Ecosystem ทางธุรกิจที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
-

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
ลูกค้า
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
-
SDGs
ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารจัดการและเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างโปร่งใส ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือและสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน ESG
  • การมีผลการประเมินและใบรับรองด้านวัตถุดิบและความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ขยายโอกาสทางธุรกิจ และเตรียมความพร้อมต่อกฎระเบียบในอนาคต
ผลกระทบเชิงลบ
  • การไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อาจเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานและความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การดำเนินงานที่คำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างคุณค่าร่วมให้กับห่วงโซ่อุปทานและสังคม
  • การบริหารจัดการและเปิดเผยผลการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) อย่างโปร่งใส ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้า พร้อมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน และการสร้างคุณค่าร่วมแก่สังคม
ผลกระทบเชิงลบ
  • การขาดการบริหารจัดการและการเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเหมาะสม อาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้าในการตัดสินใจลงทุนหรือดำเนินธุรกิจร่วมกับองค์กร อีกทั้งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชน และเพิ่มความกังวลของผู้มีส่วนได้เสีย
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
-

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
ลูกค้า
นักลงทุน
คู่ค้า
ชุมชน
GRI
-
SDGs
การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Management)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การสื่อสารด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสและต่อเนื่องช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของชุมชน ลดความขัดแย้ง และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบเชิงลบ
  • การสื่อสารที่ไม่เพียงพอหรือขาดความโปร่งใสอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับชุมชน ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • ชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และสามารถมีส่วนร่วมในการติดตามประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความไว้วางใจต่อองค์กร
ผลกระทบเชิงลบ
  • การขาดการสื่อสารที่เพียงพออาจสร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านมลภาวะ ลดความเชื่อมั่นของชุมชน และนำไปสู่ข้อร้องเรียนหรือความขัดแย้งกับองค์กร
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
นักลงทุน
ลูกค้า
ภาครัฐ
คู่ค้า
ชุมชนและสังคม
GRI
  • GRI 305 Emission 2016: SOx, NOx and other significant air emissions (GRI 305-7)
  • GRI 303 Water and Effluent 2018: Water Withdrawal (GRI 303-3), Water Discharge (GRI 303-4), Water Consumption (GRI 303-5)
  • GRI 306 Waste 2020: Waste Generated (GRI 306-3), Waste Diverted from Disposal (GRI 306-4), Waste Directed to Disposal (GRI 306-5)
  • GRI 302 Energy 2016: Energy Consumption within the organization (GRI 302-1), Total energy consumption outside the organization (GRI 302-2); Energy intensity (GRI 302-3)
  • GRI 305 Emissions 2016: Direct (Scope 1) GHG Emissions (GRI 305-1), Energy Indirect (Scope 2) GHG Emissions (GRI 305-2), Other Indirect (Scope 3) GHG Emission (GRI 305-3)
SDGs
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Occupational Health and Safety)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพช่วยลดอุบัติเหตุและการหยุดชะงักในการดำเนินงาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  • การส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการอบรม การประเมินความเสี่ยง และการเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย เสริมสร้างความเชื่อมั่น และยกระดับภาพลักษณ์ขององค์กร
ผลกระทบเชิงลบ
  • การบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจนำไปสู่อุบัติเหตุ การบาดเจ็บหรือการเสียชีวิต การหยุดชะงักของการดำเนินงาน และความสูญเสียทางการเงิน
  • การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาจส่งผลให้เกิดบทลงโทษทางกฎหมาย ความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กร และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียลดลง
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยและการพัฒนาศักยภาพพนักงานอย่างต่อเนื่องช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากชุมชน นักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย
  • การดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงต่อชุมชนโดยรอบ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของผู้มีส่วนได้เสีย
ผลกระทบเชิงลบ
  • อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเพียงครั้งเดียวอาจส่งผลกระทบต่อพนักงาน ชุมชนโดยรอบ และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียต่อองค์กร
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
ลูกค้า
คู่ค้า
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
  • GRI 403 OHS 2018: Work Related injuries (GRI 403-9), Works Related Ill health (GRI 403-10)
  • Number of process event safety (OGSS OG13), to be replaced by GRI 306 Waste 2016 (GRI 306-3) which is topic standard disclosure for 2021 O&G Sector Standard Ref.No. 11.8.2, 11.8.3
SDGs
สิทธิมนุษยชน (Human Rights)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่าช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและการดำเนินธุรกิจ พร้อมเสริมสร้างความยั่งยืนขององค์กร
  • การบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนที่มีประสิทธิภาพช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้า นักลงทุน และคู่ค้า สนับสนุนความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว
ผลกระทบเชิงลบ
  • การละเมิดสิทธิมนุษยชนอาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมายหรือทางการค้า ความเสียหายต่อชื่อเสียง และการสูญเสียความเชื่อมั่นของลูกค้า นักลงทุน และคู่ค้า
  • การสูญเสียลูกค้ารายสำคัญหรือการถูกจำกัดการเข้าถึงตลาดจากประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และผลการดำเนินงานของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า นักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย
  • การยกระดับสู่มาตรฐาน เช่น SMETA และการคำนึงถึงความเป็นธรรมทางภูมิอากาศ (Climate Justice) ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดและสร้างความร่วมมือกับลูกค้าระดับสากล
ผลกระทบเชิงลบ
  • การไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน หรือไม่ตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย อาจลดความเชื่อมั่นของลูกค้าและคู่ค้า ส่งผลต่อโอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงตลาดสากล
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
ลูกค้า
คู่ค้า
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
  • GRI 412: Human Rights Assessment 2016
SDGs
ความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศและไซเบอร์ (Information and Cybersecurity)
ผลกระทบต่อบริษัท (Impact to company)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูล เสริมสร้างความเชื่อมั่นของลูกค้าและคู่ค้า พร้อมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
  • การมีระบบควบคุมและการกำกับดูแลที่เข้มแข็งช่วยลดต้นทุนจากการกู้คืนระบบ การหยุดชะงักของธุรกิจ และความเสี่ยงด้านกฎหมาย รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูลให้สอดคล้องกับข้อกำหนด
ผลกระทบเชิงลบ
  • เหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์หรือการรั่วไหลของข้อมูลอาจนำไปสู่ความเสียหายทางการเงิน ต้นทุนการกู้คืนระบบ ค่าปรับตามกฎหมาย และการหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจ
  • การลงทุนและการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนอาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน ลดความคล่องตัวในการทำงาน และหากการปรับตัวของบุคลากรไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยภายในองค์กร
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (Impact to external stakeholder)
ผลกระทบเชิงบวก
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลขององค์กรด้วยมาตรการที่ได้มาตรฐาน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมาย
  • การกำกับดูแลการใช้ AI และการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีธรรมาภิบาล ช่วยลดความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวและส่งเสริมความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้เสีย
ผลกระทบเชิงลบ
  • เหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์หรือการรั่วไหลของข้อมูลอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลของลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงลดความเชื่อมั่นต่อองค์กร
  • การกำกับดูแลข้อมูลหรือการใช้ AI ที่ไม่เหมาะสม อาจสร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว จริยธรรม และการคุ้มครองข้อมูล ส่งผลต่อความสัมพันธ์และความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้เสีย
ระดับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality)
ระดับผลกระทบต่อบริษัท ( Financial Materiality)
ขอบเขตของผลกระทบ (Impact Boundary, Key Stakeholders and Human Rights)
ภายในองค์กร (Within Organization)
พนักงาน

ภายนอกองค์กร (Outside Organization)
นักลงทุน
ลูกค้า
ภาครัฐ
คู่ค้า
แนวทางการดำเนินงานและผลการดำเนินงาน (Management Approach and Key Initiatives)
GRI
-
SDGs

ตัวอย่างการบริหารจัดการประเด็นที่สำคัญ : Sample of Management of Significant Material Topics

ประเด็นที่สำคัญ ปัจจัยความเสี่ยงขององค์กร เป้าหมายและความคืบหน้าของการดำเนินงาน ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน* รายละเอียดเพิ่มเติม
กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการพลังงาน ปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ (Strategic Risk): ปัจจัยความเสี่ยงด้านความพร้อมในการมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Climate Action Towards Net Zero Risk)
  • เป้าหมายระยะสั้น (Short-term): การปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และ 2 ลดลง 1,856 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากปีก่อนหน้า
  • เป้าหมายระยะยาว (Long-term): ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ขอบเขต 1 และ 2) ร้อยละ 20 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2553
  • เป้าหมายระยะยาว (Long-term): ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 (Net Zero)
  • เป้าหมายระยะยาว (Long-term): ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 3 ให้ได้ร้อยละ 50 ภายในปี 2593
  • ผลการดำเนินงานปี 2568: ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และ 2 อยู่ที่ 21,505 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • ผลการดำเนินงานปี 2568: ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 ลดลง ร้อยละ 62 จากปี 2568 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 2 ลดลง ร้อยละ 8 จากปี 2568
  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0
  2. การเข้าร่วม และจัดทำโครงการในการชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการพลังงาน
การจัดการด้านห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน RSPO

ปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการ (Operational Risk): ปัจจัยความเสี่ยงด้านคุณภาพราคา และความพร้อมของวัตถุดิบทางการเกษตร

ปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของบริษัท (Reputational Risk): ปัจจัยความเสี่ยงด้านการสูญเสียชื่อเสียงของบริษัท จากการจัดซื้อวัตถุดิบที่ก่อให้เกิดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม

  • เป้าหมายระยะยาว (Long-term): ส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยจำนวน 800 ราย ให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน The Round Table on Sustainable Palm Oil (RSPO) ภายปี 2568
  • เป้าหมายที่ดำเนินการต่อเนื่อง (On-going): ร้อยละ 100 ของคู่ค้าที่สำคัญจะต้องมีการปฏิบัติตามจรรยาบรรณธุรกิจของบริษัทฯ
  • เป้าหมายที่ดำเนินการต่อเนื่อง (On-going): ร้อยละ 100 ของการจัดส่งสินค้าที่มีคุณภาพ เพียงพอ และตรงตามที่ลูกค้าต้องการ
  • เป้าหมายที่ดำเนินการต่อเนื่อง (On-going): ตรวจประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environmental Social Governance: ESG) สำหรับคู่ค้าที่สำคัญในลำดับที่ 1
  • ผลการดำเนินงานปี 2568 : บริษัทฯ สื่อสารคู่มือจรรยาบรรณธุรกิจ (Business Code of Conduct Handbook) ไปยังคู่ค้าที่สำคัญของบริษัทฯ ร้อยละ 100 ของจำนวนคู่ค้าที่สำคัญทั้งหมดของบริษัทฯ
  • ผลการดำเนินงานปี 2568: บริษัทฯ ได้มีการตรวจประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ ให้กับคู่ค้าสำคัญคิดเป็น 104 ราย
  • ผลการดำเนินงานปี 2568: บริษัทฯ ได้มีการจัดโครงการอบรม และส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้ได้รับใบรับรอง RSPO ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา และจังหวัดชุมพร โดยโรงสกัดปาล์มน้ำมันจำนวน 6 ราย และเครือข่ายเกษตรกร จำนวน 1,000 ราย
  1. ปริมาณการลงทุนในกลุ่มผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
  2. จำนวนเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับการอบรมในเรื่องของมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน RSPO (Supply Chain Management – RSPO)
  3. การเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อวัตถุดิบของบริษัทฯ ที่ได้รับมาตรฐาน RSPO
การบริหารและสร้างความสัมพันธ์อันดีตลอดห่วงโซ่คุณค่า
การบริหารทรัพยากรมนุษย์และความเป็นอยู่ที่ดี ปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินธุรกิจในปัจจุบัน (Business as Usual Risk): ปัจจัยความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (Operational Risk)
  • อัตราความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement Rate) ไม่น้อยกว่า 60%
  • งบประมาณการลงทุนเพื่อการฝึกอบรมพนักงาน 3.3 ล้านบาท
  • จำนวนชั่วโมงการฝึกอบรมพนักงานเฉลี่ย 6 ชั่วโมง
  • การสรรหาและแต่งตั้งพนักงานและผู้บริหารในตำแหน่งสำคัญให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตของ GGC 100%
  • อัตราความผูกพันของพนักงาน 67%
  • ชั่วโมงการฝึกอบรมเฉลี่ย 48 ชั่วโมง/คน/ปี
  • การลงทุนเฉลี่ยด้านการฝึกอบรมพนักงาน 13,526 บาท/คน/ปี
  • มูลค่าการลงทุนด้านการฝึกอบรมพนักงานรวม 3.7 ล้านบาท
  1. จำนวนพนักงานที่สำเร็จหลักสูตรการพัฒนาทักษะ (Upskilling) และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Reskilling) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจชีวเคมี XX (GGC โปรดระบุ Corporate KPI)
พนักงานของเรา | Global Green Chemicals

Remark: Corporate KPIs คิดเป็น 70% ของ Executive KPIs

ข้อมูลเพิ่มเติม: การประเมินผลกระทบภายนอกในปี 2568