กลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความท้าทายและความมุ่งมั่น
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงขึ้น ตลอดจนจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำแล้ง น้ำท่วม มรสุม เป็นต้น สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และอาจก่อให้ส่งผลให้การหยุดชะงักของการดำเนินธุรกิจได้ ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในระดับสากล และแสดงจุดยืนในการมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามข้อตกลงตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) และสมัยที่ 27 (COP27) โดยมุ่งมั่นในการบรรเทาผลกระทบ และบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างคุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการผลิตของบริษัทฯ
ผู้มีส่วนได้เสียหลัก
พนักงาน
ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และนักวิเคราะห์
ภาครัฐ
คู่ค้า และคู่ค้าทางธุรกิจ
ลูกค้า
For additional information on stakeholder engagement: Stakeholder Engagement
เป้าหมายการดำเนินงาน
ร้อยละ 20
ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563
0 (Net Zero)
(ขอบเขต 1 และ 2) ภายในปี 2593
ร้อยละ 50
ภายในปี 2593
เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564
ผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568

แนวทางการบริหารจัดการ
โครงสร้างการบริหารจัดการการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กลยุทธ์หลักในการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การกำหนดโครงสร้างการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วย ประธานกรรมการ คณะกรรมการ และ ประธานคณะผู้บริหาร โดยแต่ละระดับมีหน้าที่ความรับผิดชอบ ดังนี้
| ระดับการกำกับดูแล | หน้าที่ความรับผิดชอบ |
|---|---|
| ระดับการกำกับดูแล: ประธานกรรมการ | หน้าที่ความรับผิดชอบ:
กำกับดูแล วางกลยุทธ์ กำหนดแผนการดำเนินงาน และติดตามผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสขององค์กร ที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการรองรับความเสี่ยง และกรอบแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมสำหรับบริษัทฯ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของบริษัทฯ เพื่อสนับสนุนทิศทางสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low carbon Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ที่อาจนำไปสู่การค้นพบโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต |
| ระดับการกำกับดูแล: คณะกรรมการ | หน้าที่ความรับผิดชอบ:
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีหน้าที่ติดตามตรวจสอบกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้พลังงานทางเลือก และการตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก |
| ระดับการกำกับดูแล: ประธานคณะผู้บริหาร (CEO) | หน้าที่ความรับผิดชอบ:
มีหน้าที่หลักในการกระจายงาน และควบคุมการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้สอดคล้องตามกลยุทธ์ นโยบาย และงบประมาณที่ได้จัดสรรไว้ รวมทั้งการกำหนดแผนรองรับและควบคุมการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะสั้น และระยะยาวของบริษัทฯ ที่กำหนดไว้ |
บริษัทฯ มอบหมายให้ฝ่ายบริหารความเสี่ยงเป็นผู้กำกับดูแลความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีคณะกรรมการบริหารเป็นผู้กำหนดทิศทางและกลยุทธ์ขององค์กร ทั้งนี้ บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลด้านธรรมาภิบาล กลยุทธ์ เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการวิเคราะห์ความเสี่ยงตามกรอบของ Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) โดยประเมินความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical risks) ด้วยฉากทัศน์ภูมิอากาศ (RCP 1.9, RCP 2.6, RCP 4.5, RCP 8.5) และประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition risks) ที่ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ภาพลักษณ์องค์กร และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
แนวทางและกลยุทธ์การรับมือการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Approaches to Dealing with Climate Change) GRI 201-2 (2016)
บริษัทฯ ได้มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero) เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น บริษัทฯ ได้จัดทำกลยุทธ์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่าน Decarbonization Pathway ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Efficiency-Driven) การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Portfolio-Driven) และการชดเชยคาร์บอน (Compensation Driven)
|
การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
|
การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดการปล่อยของเสีย ผ่านแนวทางการจัดการ 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 1.1 การใช้แหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ หรือพลังงานหมุนเวียน (Low Carbon / Renewable Heat and Power)
1.2 การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Process Efficiency Measures)
|
|
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ
|
โดยยังคงรักษาการเติบโตขององค์กร ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย
|
|
การกักเก็บและชดเชยคาร์บอน
|
การประยุกต์วิธีดูดซับคาร์บอนจากรรรมชาติ และการแสวงหาเทคโนโลยีดูดซับคาร์บอนมาสนับสนุนการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 3.1 กิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsets)
3.2 การแก้ปัญหาเชิงธรรมชาติ (Nature-based solution)
3.3 การแก้ปัญหาเชิงเทคโนโลยี (Technology-based solution)
|
การผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency Driven)
เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2568 บริษัทฯ ได้มีการดำเนินการตามกลยุทธ์ Efficiency Driven ดังต่อไปนี้
โครงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนจากก๊าซชีวภาพ
บริษัทฯ ได้มีการดำเนินการเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนผ่านการนำก๊าซชีวภาพ (Biogas) มาใช้เป็นพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิตเพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันเตา ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไอน้ำและความร้อน ที่ Hot Oil Boiler และ Steam Boiler โดยก๊าซชีวภาพนี้จะถูกผลิตจากของเสียที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน เช่น กากตะกอนจากกลีเซอรีน (Glycerine Residue Sludge) สารตกค้างของกลีเซอรีนในรูปของเกลือ Glycerine Residue (Salt) กากตะกอนไขมันพืชจากระบบบำบัดน้ำเสีย (Scum oil) กากตะกอนจากน้ำเสีย (Wastewater sludge) และ น้ำเสียที่มีสารอินทรีย์ละลายอยู่ (Sweet Water) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตเมทิลเอสเตอร์ และกลีเซอรีน จากการดำเนินโครงการนี้ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายการการซื้อเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
โดยในอนาคต บริษัทฯ มีความคาดหวังว่าจะสามารถนำก๊าซชีวภาพมาทดแทนการใช้น้ำมันเตาได้กว่า 75%

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ
- ในปี 2568 การนำก๊าซชีวภาพ (Biogas) เข้ามาใช้นั้นสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 ได้ 23,677 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- ในปี 2568 การนำของเสียจากการผลิตไปผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) ทดแทนการกำจัดด้วยวิธีการเผาสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 หมวดหมู่ที่ 5 ได้มากกว่า 9,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
- สามารถลดค่าใช่จ่ายในการซื้อเชื้อเพลิงในการผลิตไอน้ำและความร้อนได้ 11 ล้าน บาท
โครงการลดการใช้ไอน้ำในระบบสูญญากาศของกระบวนการผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ (Minimized Steam Vacuum of RGL2)
บริษัทฯ ดำเนินโครงการลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ โดยปรับลดปริมาณการใช้ไอน้ำในระบบสุญญากาศในกระบวนการผลิตให้เหมาะสม โดยไม่กระทบกับกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ
- บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ 2 ล้าน บาทต่อปี
- บริษัทฯ สามารถลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ 839,277 kcal/tonRGL/ปี
- บริษัทฯ สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไอน้ำลดลงของกระบวนการผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์ได้ 0.3 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะเป็น โครงการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ โครงการเปลี่ยนชนิดของกับดักไอน้ำ (Steam Trap) เพื่อลดการสูญเสียไอน้ำ หรือ Replacement new type of steam traps FA plant Phase I ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมได้กว่า 24 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการทำงานของเครื่องเติมอากาศในระบบบำบัดน้ำเสีย หรือ Optimize Air Blower of Wastewater Treatment System ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมได้กว่า 98 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ (Portfolio Driven)
บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อสร้างประโยชน์แก่บริษัท และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ low-carbon product ได้ที่ ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์
การกักเก็บและชดเชยคาร์บอน (Compensation Driven)
บริษัทฯ ได้มีการลงทุนในด้านการกักเก็บและชดเชยคาร์บอนที่ไม่สามารถลดได้จากกระบวนการผลิต โดยในปี 2568 มีการดำเนินการด้านการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ และยังมีการพัฒนาความรู้ และความเข้าใจให้แก่เกษตรกรต้นน้ำในการชดเชยคาร์บอนจากการปลูกปาล์มน้ำมันอีกด้วย โดยรายละเอียดโครงการมีดังต่อไปนี้
โครงการปลูกป้อง Plant & Protect (Care the wild “Plant & Protect)
บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการปลูกป่าภายใต้โครงการ Care the wild “ปลูกป้อง Plant & Protect” ซึ่งการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการดำเนินโครงการปลูกต้นไม้ ส่งเสริมการดูแลต้นไม้ นอกจากนี้โครงการนี้ยังเป็นโครงการที่สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกป่า สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชน
บริษัทฯ ได้มีการขับเคลื่อนการปลูกพื้นที่ป่า 20 ไร่ เพื่อเพิ่มพูนความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ณ ป่าชุมชนตำบลสหกรณ์นิคม อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยในปี 2568 มีการติดตามผลรอบที่ 3 ซึ่งทีมกรมป่าไม้ และชุมชนพบว่าการเติบโตของต้นไม้ค่อนข้างดี มีคามสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 90-101 เซนติเมตร โดยต้นไม้ที่เติบโตดี ได้แก่ สัก ตะเคียน และมะขามป้อม อย่างไรก็ตามในการลงพื้นที่รอบนี้พบว่า มีต้นไม้บางส่วนตายในระหว่างปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ชุมชนมีการวางแผนปลูกซ่อมต้นไม้ที่ตายไปในช่วงฤดูฝนของปี 2568 โดยจะเตรียมต้นกล้าไม้ที่มีขนาดเหมาะสม และเลือกชนิดกล้าไม้ที่เติบโตดีและเหมาะสมกับสภาพอากาศและพื้นที่ของแปลงปลูกนี้


ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ
- สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 36 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการ Green Heart Project
บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้ ทณ ป่าชุมชน บ้านเนินสำเหร่ ตำบลบ้านฉาง อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยองเป็นพื้นที่กว่า 8 ไร่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันโดยเริ่มตั้งแต่ปีที่ 2563 และดำเนินการมาถึงปัจจุบันเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน ในการสร้างพื้นที่สีเขียว อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ สอดคล้องกับความต้องการของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ
- อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพ
โครงการ SPOPP CLIMA
บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ในการโครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (SPOPP: Sustainable and Climate-Friendly Palm Oil Production and Procurement) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีแนวคิดที่จะต่อยอดโครงการร่วมกับเกษตรกร โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจกในการปลูกปาล์มน้ำมัน และยังเป็นส่วนช่วยให้สามารถลดการปลดปล่อยคาร์บอนได้ตั้งแต่ต้นทางของระบบห่วงโซ่อุปทาน ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้มีการเริ่มโครงการ SPOPP CLIMA ซึ่งโครงการนี้มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรายย่อยให้สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่แล้ว มาต่อยอดในการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมันทะลายสด และเพิ่มแนวทางการจัดการสวนแบบคาร์บอนต่ำ รวมไปถึงการนำปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากโครงการไปจัดทำคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง โดยในปี 2568 ได้มีการดำเนินการจัดทำ
- จัดทำคาร์บอนเครดิตกรณีปีฐาน (Carbon Baseline Assessment) เพื่อใช้เป็นกรณีฐานในการจัดทำคาร์บอนเครดิตให้แก่เกษตรกร
- จัดทำคู่มือ การจัดการสวนปาล์มแบบคาร์บอนต่ำเพื่อเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งเป็นคู่มือที่จะช่วยให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจมีความเข้าใจในที่มา และความสำคัญของการดำเนินโครงการ วิธีการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แนวทางการปฏิบัติเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในสวนปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงการรายงานและการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ควบคู่ไปกับการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่สนใจ
บริษัทฯ ได้มีการวางแผนที่จะต่อยอดโครงการ SPOPP CLIMA โดยในระยะที่ 1 จะมีพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 5,000 ไร่ ระหว่าง 10,000 – 15,000 ไร่ และ 30,000 ไร่ขึ้นไป ในระยะที่ 2 และ 3 ตามลำดับ โดยคาดว่าจะได้รับปริมาณคาร์บอนเครดิตรอบแรกในปี 2572


นอกจากนี้โครงการได้มีการพัฒนาเครื่องมีคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ CLIMAXPro เพื่อให้เกษตรกรมีความสะดวกและเพิ่มความเข้าใจในการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่เกิดขึ้น โดยเครื่องมือการคำนวณนี้จะมีการออกแบบให้ครอบคลุมกับการมาตรฐาน RSPO และการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์


ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ
- คู่มือและหลักสูตรการจัดการสวนปาล์มน้ำมันแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อเศรษฐกิจสีเขียว (Low–Carbon Oil Palm Management for Green Economy) เล่มแรกของประเทศไทย และผ่านการรับรองหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว
- วิทยากร 50 ราย ที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการสวนปาล์มแบบคาร์บอนต่ำ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับสมาชิกของโครงการฯ จำนวน 1,000 ราย
- แปลงสาธิตจำนวน 12 แปลง พื้นที่รวมทั้งหมด 169.62 ไร่ เพื่อนำร่องแนวทางปฏิบัติปลูกปาล์มคาร์บอนต่ำ
ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing)
บริษัทฯ ได้การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Price: ICP) มาเป็นเครื่องมือสะท้อนต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับนุนการตัดสินใจใตการดำเนินงานและการลงทุน พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม Decarbonization Roadmap ของบริษัทฯ
การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร คำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การนำเข้าจากภายในและภายนอก โดยภายในองค์กรได้รวมแผนงานการลดคาร์บอนของบริษัทฯ และข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก ส่วนภายนอกองค์กรได้พิจารณาแนวโน้มด้านกฎหมาย กฎระเบียบและนโยบาย รวมถึงข้อมูลตลาดคาร์บอน เพื่อประเมินผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงมาตรฐานการจัดอันดับและการรายงาน เช่น Task Force on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD) ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไว้ในกรอบการทำงานของการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดี เป็นต้น
การนำราคาคาร์บอนภายในองค์กร มาใช้ยังช่วยสนับสนุนให้บริษัทฯ เตรียมความพร้อมสำหรับกฎหมาย กฎระเบียบในอนาคต อาทิ ภาษีคาร์บอน และระบบการซื้อขายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาในประเทศไทย การกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชิงรุกที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถคาดการณ์และปรับตัวให้เข้ากับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
| การใช้ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) และผลประโยชน์ต่อธุรกิจ | |
|---|---|
| การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน |
|
| การลงทุนใหม่ |
|
จากการศึกษาพบว่า บริษัทฯ ได้นำ ICP มาใช้ทั้งในรูปแบบ Shadow price และค่าธรรมเนียมคาร์บอนเพื่อสนับสนุนการประเมินและการตัดสินใจลงทุน โดยกำหนด ICP ไว้ที่ 70.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน หรือเทียบเท่าประมาณ 2,502 บาทต่อคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน และครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 2 และ 3 โดยราคาที่กำหนดโดยอ้างอิงจากเกณฑ์มาตรฐานตลาดคาร์บอนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังทบทวนและปรับปรุงราคาคาร์บอนเป็นประจำทุกปี
แผนการเปลี่ยนผ่านเพื่อเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero transition plan)
บริษัทฯ ตระหนักถึงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของโลก (Global Net Zero GHG Emissions) และเป้าหมายภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยบริษัทฯ ได้กำหนดเป้าหมายมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี 2593 รวมถึงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 ลงร้อยละ 50 ภายในปี 2593 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564
เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ ได้จัดทำแผนการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการดำเนินงานในขอบเขตที่ 1 2 และ 3 โดยดำเนินการร่วมกับคู่ค้า ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และได้มีการหารือร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เพื่อวางแผนการลงทุนเพิ่มเติมต่อไปในอนาคต สำหรับแผนการดำเนินการต่าง ๆ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในตารางด้านล่าง
| เป้าหมายของแผนการดำเนินงาน | แผนการดำเนินงาน |
|---|---|
| ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 1 | บริษัทฯ ดำเนินการปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไอน้ำสำหรับกระบวนการผลิต จากเดิมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของบริษัทฯ |
| ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 2 |
บริษัทฯ มีโครงการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำสนับสนุนผู้ผลิตที่มีการผลิตไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ
|
| ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 3 |
บริษัทฯ มีการนำของเสียจากการผลิตไปผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) ทดแทนการกำจัดด้วยวิธีการเผาสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 หมวดหมู่ที่ 5 ได้มากกว่า 9,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนั้นแล้ว บริษัทฯ ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) จากการหารือกับคู่ค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เพื่อส่งเสริมลดการใช้พลังงาน การเก็บข้อมูล การให้ความรู้ต่าง ๆ แก่คู่ค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทำงานร่วมกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ สนับสนุนให้คู่ค้าปฎิบัติตามมาตรฐานการปลูกปาล์มยั่งยืน RSPO ผ่านโครงการ SPOPP CLIMA |
บริษัทฯ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพัฒนาแผนงาน ตลอดจนหารือแนวทางการดำเนินโครงการที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะถูกนำมาพิจารณาในการทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน และมาตรการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
| ผู้มีส่วนได้เสีย | รายละเอียดการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย |
|---|---|
| ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) | เนื่องจากบริษัทฯ เป็นบริษัทในเครือของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และกลุ่ม ปตท. บริษัทฯ จึงมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และติดตามความคืบหน้าของการศึกษาเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมที่ลดได้ยาก (hard-to-abate sectors) และช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว โดยในปี 2568 กลุ่ม ปตท. ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCUS ร่วมกับบริษัทในกลุ่ม ปตท. ครอบคลุมการศึกษาด้านเทคนิค ต้นทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ การเข้าร่วมดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ ได้รับองค์ความรู้ แนวทางการพัฒนาเทคโนโลยี และข้อมูลเชิงลึกด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถนำมาประกอบการวางแผนกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทฯ ในอนาคต |
| สมาคมการค้า (Trade Association) |
บริษัทฯ เป็นสมาชิกของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (Renewable Energy Industry Club: RE-FTI) เพื่อมีส่วนร่วมในการติดตามทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยในปี 2568 บริษัทฯ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้เข้าร่วมงาน ASAFA Innovation and Policy Summit (IPS) Thailand 2025 และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการใช้ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน พร้อมทั้งติดตามความก้าวหน้าด้านนโยบาย เทคโนโลยี และแนวทางการลงทุนที่สนับสนุนการขยายการใช้ SAF และพลังงานสะอาด ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมการบินและระบบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวโน้มด้านความยั่งยืนในระดับสากล การมีส่วนร่วมดังกล่าวช่วยให้บริษัทฯ ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยี นโยบายภาครัฐ และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) โดยเฉพาะการพัฒนาและการใช้ เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทฯ มุ่งพัฒนา และผลักดันเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยบริษัทฯ ได้นำองค์ความรู้และข้อมูลที่ได้รับมาประเมินโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การลงทุน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ SAF รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ของบริษัทฯ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจและธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน |
| ภาครัฐ (Government) |
เพื่เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ บริษํทฯ ได้เข้าร่วมประชุมและหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ และภาคประชาสังคม อาทิ เครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) ภายใต้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามแนวโน้มกฎระเบียบ และเตรียมความพร้อมต่อกลไกด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต เช่น ETS, Carbon Pricing และ Climate-related Regulations ของประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ องค์กรได้ให้ความร่วมมือและประสานงานกับเครือข่าย TCNN อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเข้าร่วมโครงการส่งเสริมองค์กรผู้นำด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก (CALO) ระยะที่ 2 เพื่อสนับสนุนการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ในระดับองค์กร และยกระดับการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ |
บริษัทฯ ได้ประเมินผลกระทบทางสังคมจากการดำเนินงานตามแผนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Transition Plan) โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม และทิศทางนโยบายภาครัฐที่สนับสนุน Sustainable Product และพลังงานสะอาดมากขึ้น อาทิ Sustainable Aviation Fuel (SAF) จากน้ำมันใช้แล้ว (RUCO - Refined Used Cooking Oil)
บริษัทฯ มุ่งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Sustainable Products) และพลังงานสะอาด อาทิ การผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (RUCO – Refined Used Cooking Oil) ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกระบวนการผลิตและอุปกรณ์ภายในโรงงาน เพื่อรองรับการใช้วัตถุดิบประเภทน้ำมันใช้แล้วในการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยบริษัทฯ มีแผนพัฒนาความรู้และทักษะของพนักงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ภายใต้กระบวนการผลิตรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ จากศักยภาพในการเป็นผู้จัดหาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำและวัตถุดิบที่สามารถรองรับความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัทฯ ในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างยั่งยืน
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Emission performance data)
| Unit | 2565 | 2566 | 2567 | 2568 | |
|---|---|---|---|---|---|
| ปริมาณ GHG emission Scope 1 | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 29,817 | 28,449 | 25,544 | 9,773 |
| ปริมาณ GHG emission Scope 2 | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 67,954 | 73,708 | 67,994 | 62,322 |
| ปริมาณ GHG emission Scope 3 | ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า | 536,161 | 576,262 | 554,774 | 496,233 |
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ได้ที่ Performance Data 2025