ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์
ความท้าทายและความมุ่งมั่น
ปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสนใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยการนี้ บริษัทฯ จึงเล็งเห็นโอกาสในการพัฒนา และต่อยอดธุรกิจผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากยิ่งขึ้น
บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนการผลิต (Product Design Criteria) ผ่านการใช้วัตถุดิบจากชีวภาพแทนการใช้วัตถุดิบจากน้ำมันปิโตรเลียม นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมุ่งลดความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้บริโภคจากการผลิต และการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ นำมาซึ่งการป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อชื่อเสียงและการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ อีกทางหนึ่ง
ผู้มีส่วนได้เสียหลัก
ภาครัฐ
คู่ค้า และคู่ค้าทางธุรกิจ
เป้าหมายการดำเนินงาน
ของบริษัทฯ ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Product: CFP) ในปี 2568
ผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2568
แนวทางการบริหารจัดการ
กลยุทธ์การเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคมีการการเปลี่ยนแปลงไป และภาครัฐให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการตอบสนองต่อความเสี่ยง และโอกาสในการดำเนินธุรกิจดังกล่าว บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ “Transformation for Future Growth” ของบริษัทฯ ที่เป็นการปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจจากธุรกิจพลังงานชีวภาพ (BioEnergy) สู่ธุรกิจเคมีชีวภาพ (BioChemical) ด้วยเหตุนี้บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการขยายตลาดและมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างมีความรับผิดชอบ
Portfolio Transformation : Transform BioEnergy to BioChemicals
จากสถานการณ์แนวโน้มธุรกิจพลังงานชีวภาพที่มีการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะลดลง บริษัทฯ จึงมีนโยบายปรับโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทฯ โดยมุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพให้มากยิ่งขึ้น
บริษัทฯ ดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร (Max Integration) เพื่อบริหารจัดการต้นทุน และลดค่าใช้จ่ายทั่วทั้งองค์กร รวมถึงการสร้างความเป็นเลิศทางการตลาด เพื่อขยายการขายออกสู่ตลาดใหม่ที่มีผลกำไรสูงขึ้น นอกจากนี้ได้เริ่มดำเนินการนำเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Asset Utilization) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ และทดลองขายออกสู่ตลาด
Growth in BioChemicals by Capacity Expansion
ภาพรวมธุรกิจเคมีชีวภาพ ยังมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์สำหรับของใช้ในบ้านและของใช้ส่วนตัว (Home and Personal Care Product: HPC) ประกอบกับความได้เปรียบทั้งในการเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในประเทศ
บริษัทฯ ได้เร่งดำเนินการศึกษาโครงการปรับปรุงกระบวนการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ และการวางแผนในการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ อีกทั้ง บริษัทฯ มีแผนที่จะพิจารณาแนวทางการดำเนินการและวางแผนจัดเตรียมเงินลงทุนอย่างเหมาะสมสำหรับการดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิตในอนาคต
Growth in Specialty Platform with Asset Light Strategy
บริษัทฯ นำแนวคิด Market Focused Business Transformation (MFBT) มาใช้เป็นกรอบในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการดำเนินงานด้านการตลาดและการขายที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (HVP) ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างตรงจุด ผ่านการศึกษาและวิเคราะห์ทางการตลาดเชิงลึก เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและรายได้ใหม่ให้กับบริษัทฯ ในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ ได้ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ 1) อาหารและส่วนประกอบอาหาร (Food & Feed) 2) เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล (Cosmetics & Personal Care) 3) โภชนเภสัช (Pharmaceuticals) และ 4) เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Industrial Applications) โดยตั้งเป้าหมาย EBITDA จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (HVP) และผลิตภัณฑ์ใหม่ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ในปี 2573 ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการศึกษาโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products) และผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Products) เพื่อเพิ่มรายได้และกำไรให้กับบริษัทฯ ในอนาคต
ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง (High Value Product)
บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าสูง (High Value Product) เพื่อขยายธุรกิจให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และตอบสองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้าน ดังนี้
โครงการที่ตอบสนองแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
Food & Feed
Biosurfactant for Feed Additives
บริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Biosurfactant for Feed Additives ซึ่งเป็นการนำสารลดแรงตึงผิวชีวภาพ ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเติมแต่งในอาหารสัตว์ พร้อมกับการร่วมมือกับ SME ที่เป็นเกษตรกรรายย่อย ในการนำไปทดสอบประสิทธิภาพของสารเติมแต่ง ผ่านการเลี้ยงไก่เนื้อ และปลา เป็นกิจกรรมต้นแบบ และจะขยายการทดสอบไปสู่การเลี้ยง กุ้ง หมู วัว ในปีหน้า
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการทดสอบประสิทธิภาพของสารเติมแต่งดังกล่าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อให้ได้ผลการทดสอบที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และยังเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่สำคัญอีกด้วย

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- คาดว่า สารเติมแต่งในอาหารสัตว์ จะสามาถสร้างรายได้ให้กับ บริษัทฯ เป็นจำนวน 300,000 บาท ในปี 2568 และคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 30 เท่า ภายในปี 2573
- เสริมภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์ และลดอัตราการตายของสัตว์ระหว่างการเลี้ยง
- เสริมความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมภายในของบริษัทฯ และสนับสนุนการร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกในการศึกษาวิจัย
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ตามหลักการ Market Focus Business Transformation ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักสำคัญของบริษัทฯ
- ส่งเสริมการลดค่าใช้จ่ายและสร้างรายได้ร่วมกับเกษตรกรรายย่อย ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
- เงินลงทุนเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ สารเติมแต่งในอาหารสัตว์ ในปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 37 ของงบการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
Pharmaceutical
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Nutralist
บริษัทฯ ขยายธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและยา ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตค่อนข้างสูง และมีแนวโน้มความต้องการที่สูงขึ้นในประเทศไทย อีกทั้งบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับผู้ผลิต Food Ingredient ชั้นนำของประเทศในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และได้ผลักดันผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรนด์ Nutralist ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของคนในทุกช่วงวัย และกลุ่มคนที่ใส่ใจรักสุขภาพ ภายใต้ สโลแกน “Extract Your New Life” โดยปัจจุบันมีมีสินค้าอยู่ทั้งหมด 6 ประเภท และจะมีการขยายประเภทอื่น ๆ เพิ่มเติมในอนาคต


ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Nutralist สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ กว่า 2 ล้านบาท และมีการขายสินค้าได้กว่า 3,938 ขวด
- ในอนาคตบริษัทฯ คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Nutralist จะมีการเติบโตขึ้นกว่า 25 เท่าภายในปี 2030
- เงินลงทุนเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ Nutralist ในปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 63 ของงบการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
Home & Personal Care
Alkyl Benzoate
บริษัทฯ พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับด้านการดูและสุขอนามัยและการเสริมความงาม ซึ่งเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงในตลาด บริษัทฯ ได้นำผลิตภัณฑ์ C1214 Fatty Alcohol มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Alkylbenzoate ซึ่งจัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติและสามารถนำมาใช้ในการแทนที่ Alklbenzoate ชนิดเดิมที่ผลิตมาจากปิโตรเลียม ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ Alkybenzoate สามารถนำมาผลิตเป็นครีมกันแดด โลชั่น และเครื่องสำอางต่าง ๆ ซึ่งบริษัทฯ มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในทุก ๆ ปี

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ Alkylbenzoate ที่ขายในตลาดการดูแลสุขอนามัยและการเสริมความงาน ได้กว่า 3.45 ล้านบาท
- คาดว่าจะมีรายได้และส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในปี 2569 ประมาณ ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับปี 2568
Industrial Application
BiosovellTM
บริษัทฯ ขยายธุรกิจไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรม โดยได้วิจัยและพัฒนาคุณสมบัติทางเคมีของเมทิลเอสเทอร์ ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมได้หลากหลายยิ่งขึ้น และมีผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ภายใต้แบรนด์ “BiosovellTM” ซึ่งเป็นตัวทำละลายชีวภาพ (Bio-Solvent) ที่ผลิตจากน้ำมันปาล์มธรรมชาติส่งผลให้เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม และสามารถทดแทนตัวทำละลายที่ผลิตจากปิโตรเลียม (Petroleum -based) ได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าผลิตภัณฑ์นี้จะสามารถเปิดตลาดใหม่ให้กับบริษัทฯ ได้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น เคมีเกษตร สีและสารเคลือบ สารเสริมฤทธิ์ เป็นต้น ตลอดจนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการใช้ตัวทำละลาย ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจึงตอบโจทย์เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ และยังสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพอีกด้วย
ทำไมต้องเป็น BiosovellTM?
- เป็นตัวทำละลายที่มีพื้นฐานจากชีวภาพ (Bio-Based Solvent)
- ย่อยสลายได้ง่ายทางชีวภาพ (Readily Biodegradable)
- มีประสิทธิภาพในการละลายสูง (High Solvency)
- มีความเป็นพิษต่ำ (Low Toxicity)
- ใช้งานง่ายและปลอดภัยต่อผู้ใช้ (User Friendly)
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly)
- เป็นทางเลือกแทนตัวทำละลายที่มาจากปิโตรเลียม (Alternative To Petroleum-Based Solvents)

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ในปี 2568 บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้จาก BiosovellTM ทั้งสิ้น 3 ล้านบาท
- คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในปี 2569 ประมาณร้อยละ 79 เมื่อเทียบกับปี 2568
- คาดว่าส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 2569 ประมาณร้อยละ 81 เมื่อเทียบกับปี 2568
ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product development collaboration)
บริษัทฯ สร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้มีการลงทุนและทำการศึกษาร่วมกับองค์กรภายนอก ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงองค์กรการศึกษาหรือสถาบันวิจัย ทั้งในด้านการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ขอรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint Products: CFP) อ้างอิงตามมาตรฐาน ISO 14040 และ ISO 14044 อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยในปี 2568 ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับการรองรับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ คิดเป็น ร้อยละ 100
โครงการ ศึกษาและวิจัยด้านการบริหารจัดการความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
บริษัทฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในโครงการศึกษาและวิจัยด้านการบริหารจัดการความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีการประเมินผลกระทบอื่น ๆ ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศและมนุษย์ เช่น Ozone Formation, Fresh Water Eutrophication เป็นต้น
ในปี 2568 บริษัทฯ ได้ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด 18 กลุ่มผลกระทบ จากผลการประเมินฯ บริษัทฯ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะนำมาวิเคราะห์เพื่อหาจุดที่สามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังช่วยในการวางกลยุทธ์ด้าน Decarbonization เช่น การคิดกลยุุทธ์ในการจัดทำผลิตภัณฑ์ใหม่ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เป็นต้น

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการผลิต เมทิลเอสเตอร์ กลีเซอรีน และแฟตตี้แอลกอฮอล์ ที่ผลิตจากโรงงาน GGC 1, GGC 2 และ TEX
- นำผลที่ได้มาพัฒนาต่อยอดเป็นแนวทางในการจัดทำแผนเพิ่มเติมหรือหาแนวทางในการลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
สามารถดูรายงานการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ได้ที่ (Life Cycle Assessment) GRI 416-1 (2016): LCA Summary Report
โครงการ พัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากน้ำมันปาล์มและนำร่องการทดสอบภาคสนามเชิงบูรณาการ เพื่อผลักดันให้เกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในการเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเพื่อใช้เป็นอาหารและพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตามปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาดยังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความต้องการใช้น้ำมันปาล์มรูปแบบใหม่ น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่น้ำมันปาล์มของไทยเป็นอย่างมากและเป็นหนึ่งในสี่ผลิตภัณฑ์ที่รัฐบาลจะมีนโยบายผลักดันให้เกิดการใช้งานอย่างกว้างขวางในประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในมาตรการส่งเสริมโอเลโอเคมีจากปาล์มน้ำมันตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มทั้งระบบ ปี พ.ศ. 2560-2579
บริษัทฯ ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) พัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากน้ำมันปาล์มเพื่อส่งเสริมมูลค่าน้ำมันปาล์มของประเทศไทย โดยปัจจุบันประเทศไทยได้มีการนำเข้าน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าสามารถพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพชนิดติดไฟยากจากน้ำมันปาล์ม และสามารถใช้จริงได้ จะส่งผลให้ประเทสไทยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า และสามารถแก้ปัญหาภาวะน้ำมันปาล์มขาดตลาดได้
ในการดำเนินการจัดทำงานวิจัยการสังเคราะห์น้ำมันหม้อแปลงชนิดติดไฟยาก บริษัทฯ ได้มีการรวมมือกับทีมนักวิจัย EnPAT ซึ่งในปัจจุบันการดำเนินงานศึกษาอยู่ใน phase ที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนการทดสอบภาคสนาม โดยบริษัทฯ ได้รับความร่วมมือจากทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงในการทดสอบกับหม้อแปลงที่ใช้งานจริง โดยผลจากการทดสอบหม้อแปลงที่มีการทดสอบสามารถดำเนินงานเป็นอย่างปกติ และไม่ตรวจพบปัญหาที่มาจากสมรรถนะของหม้อแปลงไฟฟ้า อย่างไรก็ตามคณะวิจัยได้มีมติในการจะขยายเวลาในการทดสอบภาคสนามเพิ่มเติมเพื่อให้มีความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถดำเนินการใช้งานให้มีความปลอดภัยและไม่มีข้อผิดพลาดในการดำเนินงาน

ผลลัพธ์และประโยชน์ที่ได้รับ
- สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม ซึ่งมากกว่ามูลค่าของน้ำมันปาล์มสำหรับทำอาหาร และไบโอดีเซล
- สามารถช่วยลดปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาดได้ รวมไปถึงลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันหม้อแปลงจากต่างประเทศได้
ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Product)
บริษัทฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งเข้าร่วมการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินท์ผลิตภัณฑ์ (CFP)
| ประเภท | กลุ่มผลิตภัณฑ์ | สัดส่วนรายได้ (%) เทียบรายได้จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในปี 2568 | ลดปริมาณการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ในปี 2568 |
|---|---|---|---|
| ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ | Fatty Alcohol Main-Cut & Pre-Cut | 43 | Fatty Alcohols Main-Cut 1,387 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า Fatty Alcohols Pre-Cut 2,966 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า |
| ผลิตภัณฑ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | Bio-Methyl Ester | 53 | 603,463 ตันคาร์บอนไดออกไซค์เทียบเท่า |
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินการปล่อยคาร์บอนฟุตปริ้นท์มีดังนี้
ประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทุกผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถปลูกทดแทนได้ อาทิ ปาล์มน้ำมัน และอ้อย เป็นต้น โดยอัตราส่วนวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติคิดเป็น ร้อยละ 100 ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์หลักทั้ง 3 ประเภท ได้แก่



ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีการจัดทำ14 ตัวชี้วัด เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในประเมินความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ ไปจนถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์ โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Eco Screening Criteria
การจัดการสารอันตรายในผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของบริษัทฯ นั้นผลิตจากวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติทั้งหมด อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญในการใช้สารเคมีอันตรายตามกฎหมาย เช่น LPG Methanol Hydrogen Toluene Sulfuric acid Potassium Hydroxide เป็นต้น พร้อมทั้งมีการจัดการสารอันตราย ทั้งในด้านข้อกฎหมายและข้อกำหนดการควบคุมตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศและสากล เช่น บัญชีรายชื่อวัตถุอันตรายตามประกาศกรมโรงงานอุตสาหกรรม (Substances restricted under REACH) สารทำลายบรรยากาศชั้นโอโซนตามพันธกรณีพิธีสารมอนทรีออล การขึ้นทะเบียน REACH (Registration Evaluation Authorization and Restriction of Chemicals) และ RoHs (The Restriction of Hazardous Substances) เป็นต้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้จัดทำเอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (Safety Data Sheet: SDS) และข้อมูลการจำแนกกลุ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของสารเคมีตามระบบ UN GHS Category ภายใต้ระบบการจัดกลุ่ม Globally Harmonized System for Classification and Labeling of Chemicals (GHS) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารข้อมูลด้านความปลอดภัยของสารเคมีต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เช่น ผู้ประกอบการ คู่ค้า ลูกค้า และชุมชน เป็นต้น
การประเมินความเสี่ยงสารอันตรายที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน (Health Risk Assessment)
บริษัทฯ ได้วางแผนการดำเนินการประเมินความเสี่ยงสารอันตรายในผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ ๔๔๓๙ (พ.ศ. ๒๕๕๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ เรื่อง กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการประเมินความเสี่ยงด้านสารเคมีต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเริ่มดำเนินการประเมินดังกล่าวตั้งแต่ปี 2564 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์คิดเป็น ร้อยละ 100 ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด อย่างต่อเนื่อง โดยผลการประเมินพบว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงที่มีสารอันตราย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสื่อสารแผนการประเมินความเสี่ยงแก่พนักงานที่เกี่ยวข้องผ่านช่องทาง อาทิ อีเมล การประชุม การอบรม และกิจกรรมเผยแพร่ความรู้
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้วางแผนที่จะศึกษาและพัฒนาเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงสารอันตรายในผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยอ้างอิงตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดของของสหพันธ์สากลสมาคมผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมเคมี (International Council of Chemicals Association: ICCA)